วิกฤตการณ์ทางการเงินสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ คือวิกฤตในตลาดดอกไม้ เมื่อประมาณ 376 ปีก่อน ประเทศเนเธอแลนด์ เหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า “วิกฤตความคลั่งทิวลิป (Tulip Mania)”  หรือ “วิกฤตฟองสบู่ทิวลิป (The Dutch Tuplip Mania Bubble)” สิ่งที่เป็นสินค้าและนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในตลาดนี้ก็คือหัวดอกทิวลิปซึ่งพันธุ์ที่นิยมสูงสุดในตอนนั้นก็คือ “Semper Augustus” เมื่อแลกไปแล้วก็จะได้แค่หัวเดียวเท่านั้น

การซื้อขายหัวทิวลิปในช่วงแรกๆ มีการแลกเปลี่ยนกันด้วยของจริง แต่ต่อมาก็ซื้อขายเป็นกระดาษ มีการทำสัญญาซื้อขายเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ เพื่อเก็งกำไรและปั่นราคากันอย่างบ้าคลั่งจนราคาพุ่งสูงขึ้นมาก ถึงขั้นที่ว่าต้องเอาเรือทั้งลำ บ้านทั้งหลังมาแลกกันเลยทีเดียว 

วิกฤตฟองสบู่ทิวลิปนี้ก่อตัวขึ้นมาเพียงระยะเวลาแค่ 2-3 เดือนเท่านั้น เมื่อราคาสูงจนไปต่อไม่ไหวแล้วฟองสบู่ก็แตก คนทุกระดับชั้นที่ทุ่มสุดตัวด้วยการขายบ้านและทรัพย์สินมีค่าเพื่อการลงทุนในตลาดนี้ต่างก็ใจสลาย สิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆ กัน สภาพเศรษฐกิจก็ซบเซาต่อเนื่องไปอีกหลายปี

ทำไมหัวดอกทิวลิปจึงมีราคาสูงขนาดนั้น ?

ในช่วงยุคทองของดัตช์ (The Dutch Golden Age) คือในช่วงปี .. 1600-1700 เป็นช่วงแห่งความรุ่งเรืองของเมืองท่าเรือของอัมสเตอดัมส์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการพาณิชย์ (Collective Commerce) เป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในยุโรปตะวันตก และผู้คนในเมืองล้วนมีความมั่งคั่งจากการค้าขายและมีหุ้นในบริษัท ดัตช์ อีส อินเดีย (The Dutch East India Company) ที่มีการค้าขายสินค้าหายากนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น จากอินโดนีเซีย และดินแดนต่างๆ อันไกลโพ้น จากเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูสุดๆ ของอัมสเตอดัมส์ นำไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารกลาง ตลาดพันธบัตร รวมทั้งงานศิลปะ และสถาปัตยกรรม สินค้าฟุ่มเฟือยหายากในยุคนั้นที่บรรดาคนชั้นสูงผู้มั่งคั่งนิยมสะสมและอวดอ้างฐานะของตน เช่น เครื่องชามสังคโลกสีฟ้าจากจีน เป็นต้น

สวนดอกทิวลิป ก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่แสดงฐานะความเป็นคนสำคัญและร่ำรวยในสังคม บ้านไหนมีสวนดอกทิวลิปสีสันงดงามก็จะเป็นการบอกฐานะว่ามีอันจะกินและหรูหรา ในยุคนี้เองการมีสวนดอกทิวลิปที่สวยแปลกตา ได้กลายป็นแฟชั่นของชนชั้นสูงในยุโรป โดยเฉพาะที่ฮอลแลนด์ แต่ต่อมาการมีสวนดอกทิวลิปสีเดี่ยวอย่างเดียวไม่พอ เพราะถือว่าธรรมดา บ้านไหนมีคอลเล็กชั่นดอกทิวลิปพันธุ์สีผสม เช่น มีสีขาวปนม่วง สีเหลืองปนแดง ฯลฯ ก็จะดูเท่และหรูสุดๆ โดยพันธุ์ที่เป็นที่คลั่งไคล้และมีมูลค่ามากกว่าสินทรัพย์ใดๆ ในเวลานั้นก็คือ Semper Augustus ดอกทิวลิปจึงกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่สุดในยุคนั้น ความคลั่งไคล้ (Mania) ที่ว่านี้ก็มาจากแฟชั่นของชนชั้นสูงนี่เอง

สาเหตุที่คนยุโรปในยุคนั้นคลั่งไคล้ความงามของดอกทิวลิปเป็นอย่างมาก เป็นเพราะว่าต้นดอกทิวลิปไม่ใช่พืชพื้นเมืองของแผ่นดินยุโรป ชาวยุโรปไม่เคยรู้จักมาก่อน ทิวลิปเป็นพืชท้องถิ่นที่มีในแถบตะวันออกกลาง เช่น ตุรกี อิรัก อิหร่าน  เมื่อประมาณ  ..1500 กว่าๆ ท่านสุรต่านจากตุรกีได้ส่งมอบหัวและเมล็ดพันธุ์ทิวลิปไปสู่ดินแดนยุโรป และหลังจากนั้นก็แพร่ขยายไปทุกที่ในยุโรป รวมทั้งได้รับความนิยมในฮอลแลนด์ ในปี 1593 นักพฤกษศาสตร์ของมหาวิยาลัยในฮอลแลนด์ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์ต้นทิวลิปและได้ข้อค้นพบว่าบางสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดีในดินแดนที่มีสภาพอากาศอันเลวร้ายในฤดูหนาวของยุโรป  ดอกทิวลิปจึงยิ่งได้รับความนิยมชื่นชอบเป็นอย่างมากในฮอลแลนด์ และได้พัฒนาสายพันธุ์ต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน 

อย่างไรก็ดี หลังจากที่ชนชั้นสูงเริ่มนิยมสะสมและโชว์สวนทิวลิปเพื่ออวดฐานะในฮอลแลนด์ เมื่อปี 1634-1636 ก็ได้มีการซื้อขายหัวทิวลิป จนกลายเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรขึ้น โดยมีการเพาะหัวทิวลิปขายทีละมากๆ เพื่อสนองความต้องการหัวทิวลิปที่มีมากกว่าความสามารถที่จะผลิตได้ เพราะการเพาะหัวทิวลิปจะมีระยะเวลาหลังเพาะปลูกและส่งมอบค่อนข้างนาน การปลูกด้วยเมล็ดจะใช้เวลาถึง 7-12 ปีจึงจะออกดอก ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายนพฤษภาคมและจะบานอยู่แค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น หลังจากนั้นดอกก็เหี่ยวและมีหน่อใหม่ขึ้นมาแทน 

การซื้อขายหัวดอกทิวลิปจะมีขึ้นฤดูกาลหลังดอกเหี่ยวหลุดไป คือในช่วงเดือนมิถุนายนกันยายนเท่านั้น ช่วงที่หัวทิวลิปยังอยู่ในดิน ผู้ค้าก็ทำสัญญาซื้อขายกันล่วงหน้า (Future Contract) ด้วยสัญญาซื้อขายนี้เองที่ผู้ค้าสามารถซื้อขายหัวดอกทิวลิปกันได้ทั้งปี และแล้วการที่ความต้องการของดอกทิวลิปของชนชั้นสูงที่มีมากขึ้น ผู้ค้าจึงเริ่มขายแบบกระดาษ คือสัญญาซื้อขายทิวลิปล่วงหน้า เพื่อเก็งกำไร และไม่เพียงแค่ชนชั้นสูงเท่านั้นที่ต้องการ ผู้คนทุกชนชั้นต่างก็สนใจในตลาดหัวดอกทิวลิปและซื้อขายกันอย่างกว้างขวาง

โดยทั่วไปแล้วดอกทิวลิปที่มีสีพื้นสีเดียวจะมีราคาน้อยกว่าพันธุ์ที่มีหลากสีในกลีบดอก เช่น พันธุ์ที่มีสีม่วงอมขาว, สีแดงอมเหลือง ฯลฯ ซึ่งที่จริงแล้วการที่ดอกทิวลิปมีสีแซมเหล่านี้เกิดจากเชื้อไวรัส แต่กระนั้นความคลั่งไคล้ในความงามของมันเมื่อ 300-400 ปีก่อนนั้นก็ได้ส่งผลให้ดอกทิวลิปกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาวดัตช์และยังคงเป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันแม้จะผ่านช่วงความนิยมสูงสุดไปแล้วก็ตาม

Related Post

Did You Know? The Dutch Tuplip Mania Bubble วิกฤตการณ์ทางการเงินสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์