สิวใครคิดว่าไม่สำคัญ - Science Illustrated Thailand

สิวเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดอันดับ 8 ของโลก และเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยที่สุดอีกด้วย

วัยที่ได้รับผลกระทบจากสิวมากที่สุดคือวัยรุ่นซึ่งวัยรุ่นร้อยละ 80-90 นั้นมีสิว แต่เด็กและผู้ใหญ่ก็สามารถเป็นสิวได้เหมือนกัน  เด็กผู้หญิงมักเริ่มเป็นสิวครั้งแรกเร็วกว่าเด็กผู้ชายและจะมีอาการแย่ที่สุดช่วงอายุประมาณ 15 ปี โดยสาเหตุหลักของการเกิดสิวคือแบคทีเรียชื่อ โพรพิโอนิแบคทีเรียมแอกเนสซึ่งอาศัยอยู่อยู่ลงไปในรูขุมขนและต่อมรากผม ซึ่งมีไขมันจากต่อมไขมันในรูขุมขนเป็นอาหารสำคัญ

มีประชากรกว่าร้อยล้านคนทั่วโลกที่ต้องทรมานกับการเป็นสิวร้อยละ 50 ของผู้ที่เป็นสิวทั้งหมดมีอาการแบบไม่รุนแรง เช่น มีสิวอุดตันหรือมีสิวอักเสบเล็กน้อย ในขณะที่อีกร้อยละ 40 ของผู้ที่เป็นสิวมีอาการแบบปานกลาง โดยมักมีสิวอักเสบตามใบหน้าเพิ่มขึ้นแต่ไม่พบการเกิดสิวบนร่างกายส่วนอื่นๆ และท้ายสุดอีกร้อยละ 10 ของผู้ที่เป็นสิวมีอาการแบบรุนแรง โดยมีสิวอักเสบขนาดใหญ่เป็นก้อนลึกที่แพร่กระจายไปยังบริเวณหน้าอก หลัง และแขนของผู้ป่วย

แม้ว่าสิวจะเป็นโรคที่ไม่อันตรายแต่ความอับอายที่เกิดจากการมีผิวหนังอักเสบก็อาจทำให้คุณภาพชีวิตย่ำแย่ลงและยังรวมไปถึงการเกิดภาวะวิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้า  แพทย์ได้พยายามช่วยเหลือคนที่เป็นสิวรุนแรงมานานหลายปีโดยการใช้ทั้งยาทาและยากินเพื่อยับยังการเกิดสิวอักเสบ  น่าเสียดายที่การรักษาส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ผลเนื่องจากแบคทีเรียมากกว่า ร้อยละ 60 กลายเป็นแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่ใช้กันอยู่ทั่วไป

นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาวิธีการใหม่ๆเพื่อรักษาคนที่เป็นสิวอย่างรุนแรงมาโดยตลอด  หนึ่งในวิธีการที่ดูมีความหวังที่สุดใช้เลเซอร์อินฟราเรดร่วมกับการใช้ครีมและแสงแอลอีดีสีแดงซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในปี 2017

ผู้อยู่เบื้องหลังงานวิจัยชิ้นนี้คือเจนนิเฟอร์ลินแพทย์ผิวหนังจากโรงพยาบาลบริแกมแอนด์วูแมนส์ (Brigham and Women’s Hospital) ในบอสตัน สหรัฐอเมริกา  ลินใช้แสงเลเซอร์กระตุ้นสิวและแบคทีเรียให้ดูดซึมกรดอะมิโนเลวูลินิก (aminolevulinic acid หรือ ALA) จากครีมที่ทาลงไปบนผิวหนัง  ตัว ALA เองไม่ได้มีฤทธิ์ในการรักษาสิวแต่ทั้งต่อมไขมันและแบคทีเรียก่อสิวต่างมีกลไกพิเศษทางชีวเคมีที่สามารถเปลี่ยน ALA ให้กลายเป็นพอร์ฟิริน (porphyrin)  แต่ตัวพอร์ฟิรินเองก็ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาสิวเช่นกัน แต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากฉายแสงแอลอีดีสีแดงไปที่สิว พอร์ฟิรินที่ดูดซับพลังงานแสงทั้งหมดเข้าไปจนมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้ทั้งต่อมไขมันและแบคทีเรียและสิวทั้งหมดถูกทำลาย

นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองใช้วิธีการรักษาด้วยแสงที่ซับซ้อนนี้ในคนไข้ 3 คนที่มีอาการสิวตั้งแต่ปานกลางไปจนถึงอาการรุนแรงและไม่สามารถรักษาด้วยวิธีการรักษาใดๆ ให้หายขาดได้  สิวของพวกเขาลดลงอย่างเห็นได้ชัดหลังจากหนึ่งเดือนผ่านไป และคนไข้ 2 ใน 3 คนก็หายขาดจากการเป็นสิวที่รุมเร้าพวกเขามาหลายปีในที่สุด

สิวใครคิดว่าไม่สำคัญ
Tagged on:

/