ร้อยละของประชากรโลกป่วยเป็นโรคเบาหวาน และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใน 30 ปีที่ผ่านมาโดยแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ทั้งคู่ต่างมีผลให้อินซูลินสูญเสียความสามารถในการควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือดได้อย่างในคนปกตินำมาสู่อาการและโรคร้ายต่างๆ ฟังแล้วเศร้าใจ แต่นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยไม่ได้หยุด พวกเขาคิดหาวิธีช่วยเหลือหลายทาง

ระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับเชื้อโรค เซลล์มะเร็ง ปรสิต สารพิษ และอันตรายต่างๆ อยู่ตลอดเวลา  แต่บางครั้งระบบรักษาความปลอดภัยนี้กลับเห็นเซลล์ตับอ่อน ซึ่งทำหน้าที่ผลิตอินซูลินเป็นเซลล์ศัตรู แล้วผนึกกำลังเข้าโจมตีเซลล์เหล่านั้น จนตับอ่อนสูญเสียกำลังในการผลิตฮอร์โมนอินซูลิน และไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้  ผลก็คือการเกิดโรคเบาหวาน ชนิดที่1 และผู้ป่วยต้องได้รับการฉีดอินซูลินไปจนตลอดชีวิต

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่อาจพิสูจน์สาเหตุที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันจู่โจมเซลล์ตับอ่อนจนต้องหยุดการผลิตอินซูลิน สันนิษฐานข้อหนึ่งก็คือ สุขอนามัยที่ได้มาตรฐานดีเกินไปทำให้ภูมิคุ้มกันเสียดุล เนื่องจากในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดโรค ระบบภูมิคุ้มกันไม่ต้องทำงานใดๆ เลย ดังนั้นเมื่อติดเชื้อธรรมดาๆ ภูมิคุ้มกันจึงเกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงผิดปกติ โดยมีผลรุนแรงมากที่สุดที่ตับอ่อน ทฤษฎีนี้มีหลักฐานสนับสนุนมาจากข้อมูลที่ว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 1 พบมากที่สุดในโลกตะวันตกและประเทศในอ่าวอาหรับ ซึ่งมีน้ำดื่มสะอาดและสุขลักษณะที่ดี  ในทางกลับกัน โรคนี้แทบจะไม่พบเลยในประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งขาดน้ำดื่มสะอาดและสุขลักษณะถึงร้อยละ 90 ของประเทศ  ผลวิจัยพบว่าพันธุกรรมส่งผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นต่อตัวเลขผู้ป่วยเบาหวาน ชนิดที่ 1

  • ตัวช่วยยามนี้

ทางออกแรกที่จะช่วยผู้ป่วยซึ่งนักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนา ตับอ่อนเทียมธรรมชาติ (bioartificial) และตับอ่อนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะใช้ทดแทนตับอ่อนที่หยุดสร้างอินซูลินได้เร็วๆ นี้ ถัดมาเป็น ไอส์เลต ชีท (Islet Sheet) บริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีด้านชีวภาพจากสหรัฐอเมริกาได้สร้างตับอ่อนเทียม  (bioartificial pancrea) หรือตับอ่อนมีชีวิตขึ้นมา

ในปี 2012 กลุ่มศึกษาตับเทียมนานาชาติ  (The International Artificial Pancreas Study Group) ได้ทดสอบตับอ่อนอิเล็กทรอนิกส์ในผู้ป่วย 38 รายจากประเทศฝรั่งเศส อิตาลี และสหรัฐฯผู้ป่วยทดลองใช้ตับอ่อนอิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลา 24 ชั่วโมงโดยกินและออกกำลังกายตามปกติ ผลปรากฏว่าใช้งานได้ดีเกือบเท่าตับอ่อนที่มีสุขภาพดีตามธรรมชาติ แต่ตับอ่อนชนิดนี้ยังไม่อาจพกพาได้ ถัดมาคือ วัคซีนบีซีจี (Bacillus Calmete-Guérin: BCG) ใช้ฉีดป้องกันวัณโรคมาเป็นเวลา 90 ปีแล้ว วัคซีนตัวนี้กำลังกลับมาดังอีกครั้ง เมื่องานวิจัยในอเมริกาชี้ว่าวัคซีนบีซีจีสามารถรักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ทำให้ตับอ่อนของผู้ป่วยคืนชีพกลับมาสร้างอินซูลินได้เหมือนเดิม

อีกหนึ่งทางเลือก ในปี2009 นักวิทยาศาสตร์ชาวบราซิล ฮูลิโอ โวลทาเรลลี่ จากศูนย์โลหิตภูมิภาค (Regional Blood Center) ได้คิดหาวิธีรีเซ็ตระบบภูมิคุ้มกันโรค ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 โดยระบบภูมิคุ้มกันที่ตั้งใหม่จะลืมว่าเซลล์ตับอ่อนเคยเป็นศัตรูมาก่อน  ด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากไขสันหลัง  หลังจากการบำบัด ผู้ป่วย 12 รายไม่ต้องรับอินซูลินเลย ในขณะที่ 8 รายต้องการอินซูลินเสริมเพียงเล็กน้อย

สำหรับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นโรคทางระบบระบบเผาผลาญพลังงาน ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียศักยภาพการตอบสนองต่ออินซูลินอย่างช้าๆ จนผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ผู้ป่วยเหล่านี้ยังคงสร้างอินซูลินอยู่ แต่อินซูลินกลับไม่สามารถออกฤทธิ์ได้ (ผู้ป่วยมีอาการดื้ออินซูลิน คล้ายการดื้อยาปฏิชีวนะ) วิธีรักษาทั่วไปคือการกินที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ที่สำคัญคือผู้ป่วยต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตโดยควบคุมอาหาร และออกกำลังกายเพิ่มขึ้น

คุณอาจไม่ตระหนักว่าอาหารอ้วนๆ ยวนใจทั้งหลายนั่นแหละตัวการความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 ถ้าเลี่ยงได้มันจะลดลงถึง 89% โดยอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวจากสัตว์และนมเนย บวกกับอาหารที่มีแป้งและน้ำตาล อย่างเช่นน้ำอัดลม และขนมปังขาว เป็นตัวก่อปัญหา  อาหารมันๆ ทำให้เซลล์ไขมันสะสมไขมันอิ่มแปล้ จนเซลล์เหล่านี้เกิดอักเสบถาวรและปล่อยสารสื่อประสาท (neurotransmitter) ซึ่งทำให้เซลล์ร่างกายเกิดความเครียด (stress) ในขณะเดียวกัน น้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลเล็ก ก็ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นๆ ลงๆ บ่อย ซึ่งร่างกายเครียดเช่นกัน

งานวิจัยนี้ชี้ว่าการออกกำลังกายจะมีผลถอนพิษจากอาหารหวานมันได้ เมื่อกล้ามเนื้อได้ทำงานจะปล่อยสารสื่อประสาท ซึ่งออกฤทธิ์ตรงข้ามกับเซลล์ไขมันอักเสบ และเสริมสร้างศักยภาพของเซลล์ในการตอบสนองต่ออินซูลิน

  • การรักษาล่าสุด

กากอาหารมากประโยชน์ผลวิจัยใหม่ระบุว่า จุลินทรีย์ในลำไส้ที่ไม่เป็นโรคช่วยควบคุมโรคเบาหวานได้ จากการทดลองอันพิลึกกึกกือในปี 2012 แมกซ์ นิวดอร์ป จากศูนย์วิชาการแพทย์ ( Academic Medical Center) ในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่าชนิดของจุลินทรีย์ที่พบในลำไส้ใหญ่ จะบอกได้ว่าเราจะเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 หรือไม่

ยาแก้ปวดสุดคลาสสิกการอักเสบถาวรของเซลล์ที่ไขมันมากเกิน เป็นผู้ต้องหาสำคัญของเบาหวานชนิดที่ยาแก้ปวดทั่วไปอย่างแอสไพริน อาจกลายเป็นยารักษาเบาหวานในอนาคต เนื่องจากแอสไพรินมีตัวยาที่มาจากกรดอะซีติลซาลิไซลิก (acetylsalicylic acid) ซึ่งช่วยบรรเทาอาการอักเสบ

หลับสบาย ง่ายที่สุด – งานวิจัยจากประเทศสหรัฐฯ และญี่ปุ่นชี้ว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น หากเรานอนน้อยหรือนอนไม่พอ คนที่นอนเพียง 5.5 ชั่วโมงจะมีความกระฉับกระเฉงลดลงร้อยละ 39 เมื่อเทียบกับคนที่นอน 8.5 ชั่วโมง/วัน หากเรานอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมง ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า  เมื่อเทียบกับคนที่นอนเกิน 7 ชั่วโมง

Related Post

หยุดยั้ง! “เบาหวาน” โรคระบาดร้ายแรงที่สุดแห่งยุค