เมื่อเร็วๆ นี้ มีการขุดพบซากโครงกระดูกของวัวทะเลชเตลเลอร์ ซึ่งเป็นสัตว์โบราณขนาดมหึมาที่สูญพันธุ์ไปแล้วเกือบ 300 ปี ที่บริเวณชายฝั่งหมู่เกาะคอมมานเดอร์ บนคาบสมุทรคัมชัตคาในประเทศรัสเซีย โดยการค้นพบในครั้งนี้เริ่มจากการที่ผู้ตรวจการสาวคนหนึ่งได้สังเกตเห็นซี่โครงของโครงกระดูกชนิดหนึ่งยื่นขึ้นมาเหนือพื้นดิน จึงได้ทำการเริ่มต้นขุดลงไปเพื่อค้นหาความจริงนานหลายชั่วโมง

หลังจากทำการขุดเสร็จสิ้น พวกเขาได้พบกับโครงกระดูกของวัวทะเลชเตลเลอร์ ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์มากเมื่อเทียบจากขนาดและอายุของมันแล้ว โดยชิ้นส่วนทั้งหมดประกอบด้วยกระดูกสันหลังจำนวน 45 ชิ้น กระดูกส่วนสะบัก ซี่โครง และอื่นๆ รวมกันอีก 25 ชิ้น แต่ละชิ้นส่วนของมันมีขนาดใหญ่มาก แต่ในการขุดครั้งนี้ไม่พบกะโหลกศีรษะแม้ว่าจะทำการขุดลงไปลึกแล้วก็ตาม

สำหรับเจ้าสัตว์ทะลที่สูญพันธุ์ชนิดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Hydrodamalis gigas เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งในอันดับพะยูน (Sirenia) ในอดีตสัตว์เหล่านี้มีประชากรค่อนข้างมาก พวกมันมีอำนาจเหนือหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 17 เกาะ ในน่านน้ำอาร์กติกของรัสเซียในทะเลแบริ่ง ซึ่งที่นี่คือแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมัน และเป็นบริเวณเดียวกันกับที่ทุกคนได้รู้จักกับสัตว์ชนิดนี้เป็นครั้งแรก โดยนายเกอร์ก วิลเฮล์ม ชเตลเลอร์ (Georg Wilhelm Stelle) ได้ค้นพบพวกมันในปี ค.. 1741 และตั้งชื่อให้กับเจ้าสัตว์สายพันธุ์พะยูนตัวนี้ว่าวัวทะเลชเตลเลอร์” (Steller Sea Cow)

อย่างไรก็ตาม สัตว์ชนิดนี้ได้สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 18 หลังจากถูกมนุษย์ล่าอย่างหนัก แต่ถึงแม้ว่ามันจะสูญพันธุ์ไปแล้ว การค้นพบในครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะนอกจากจะเป็นข้อมูลให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้กันแล้ว ครั้งหนึ่งเราก็เคยรับรู้ว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ชนิดนี้เคยมีชีวิตและอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ของเรามาก่อน

Related Post

ขุดพบโครงกระดูกของวัวทะเลชเตลเลอร์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว!