การที่ดวงจันทร์มีคาบการหมุนรอบตัวเองเท่ากับคาบการโคจรรอบโลกเท่ากัน ทำให้มันหันด้านหนึ่งเข้าหาโลกตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่าด้านใกล้กับด้านที่หันหน้าออกจากโลก ซึ่งเรียกว่าด้านไกลดวงจันทร์ด้านใกล้มีพื้นที่สีดำทึบกว้าง และกระจายมากกว่าด้านไกล พื้นสีดำนี้เรียกว่ามาเร” (Mare) ซึ่งเป็นภาษาละติน แปลว่า ทะเล เนื่องจากคนยุคโบราณคิดว่า มันเป็นทะเลบนดวงจันทร์ มาเรเป็นบริเวณที่มีหินลาวาคลุมทับ มันจึงสะท้อนแสงได้น้อยกว่า เชื่อกันว่าลาวานี้พ่น ขึ้นมาจากภูเขาไฟในอดีต ลาวาไหลกระจายไปตามความลาดของพื้น และเข้าท่วมพื้นที่ที่มีระดับต่ำ โดยเฉพาะหลุมเครเตอร์ที่เกิดจากการพุ่งชนของอุกกาบาตขนาดใหญ่

ด้านไกลของดวงจันทร์มีชั้นเปลือก (crust) หนากว่าชั้นเปลือกของด้านใกล้มาก ความหนานี้เองที่เป็นอุปสรรคทำให้หินเหลวแม็กมาจากใต้เปลือก ดวงจันทร์ทะลักขึ้นมาบนพื้นผิวกลายเป็นลาวาได้ยาก ลาวาด้านไกลของดวงจันทร์จะไหลขึ้นมาเฉพาะบริเวณที่ชั้นเปลือกบางมากเท่านั้น เช่น หลุมเครเตอร์ที่ลึกมากๆ ทฤษฎีหนึ่งบอกว่า ครั้งหนึ่งโลกเคยมี ดวงจันทร์สองดวง แต่ทั้งสองดวงชนกันและรวมเป็นดวงจันทร์ดวงเดียว มวลสารของดวงที่เล็กกว่าแตกกระจายไปทั่วผิวของดวงที่ใหญ่กว่า ทำให้ดวงจันทร์ด้านที่โดนฝั่งปะทะถูกพอกหนากว่าอีกด้าน ซึ่งด้านที่ฝั่งปะทะนั้นก็คือด้านไกลของดวงจันทร์ในทุกวันนี้นั่นเอง

ส่วนอีกทฤษฎีที่ถูกเสนอขึ้นมาในปี 2014 อ้างถึงสาเหตุที่เกี่ยวกับการกำเนิดของโลกและ ดวงจันทร์เมื่อ 4.5 พันล้านปีที่แล้ว ในตอนนั้นได้มี ดาวเคราะห์ลึกลับชื่อว่าเธเอีย” (Theia) พุ่งเข้าชน โลก ซึ่งเป็นดาวเคราะห์หินร้อนแดงที่ยังไม่เย็นตัว ผลของการชนทำให้มวลสารหินเหลวระเหยเป็นไอ เมฆกระจายเป็นวงกว้าง พอไอหินเริ่มเย็นลง มันก็ กลั่นตัวควบแน่น และรวมกันใหม่เป็นกลุ่มก้อน ก้อนที่ใหญ่กว่ารวมกันกลับมาเป็นโลกอีกครั้ง ส่วนก้อนเล็กก็เป็นดวงจันทร์ การเย็นตัวนี้เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นอย่างช้าๆ ด้านใกล้ของดวงจันทร์ได้รับการแผ่รังสีความร้อนโดยตรงจากโลกที่ยังลุกแดง ทำให้ไอหินควบแน่นร่วงตกลงไปพอกพูนได้น้อย ขณะที่ด้านไกลไม่ได้รับความร้อนจากโลกโดยตรงทำให้เย็นกว่า ไอหินจึงควบแน่นตกลงไปพอกคลุมได้มากกว่า เปลือกดวงจันทร์ด้านไกลจึงหนากว่าด้านใกล้

Related Post

ด้านไกลของดวงจันทร์แตกต่างจากด้านใกล้หรือไม่?