แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกรากเปรียบเสมือนเครื่องไถดินขนาดยักษ์ที่ทำงานตลอดเวลา กระแสน้ำจะกัดเซาะดินฝั่งแม่น้ำไปเรื่อยๆ จนเมื่อถึงจุดหนึ่งพื้นดินก็จะต้านทานน้ำหนักมวลดินไม่ไหว และถล่มลงมา เกิดเป็นดินถล่มปรากฏการณ์ดินถล่มริมฝั่งแม่น้ำมักเกิดในตำแหน่งที่แม่น้ำไหลผ่านภูมิประเทศที่เป็นชั้นตะกอน เช่น ดิน ทราย กรวด ซึ่งผุกร่อน ได้ง่ายกว่าภูมิประเทศที่เป็นหิน นานวันเข้ากระแสน้ำก็จะเซาะลัดผ่านชั้นตะกอนเหล่านี้ ทำให้เส้นทางแม่น้ำโค้งหักเหเกิดเป็นภูมิประเทศที่เรียกว่าทางน้ำโค้ง” (meander) ซึ่งเร่งการกัดเซาะและเพิ่มความเสี่ยงดินถล่มหนักเข้าไปอีก

นอกจากนั้น ดินถล่มยังเกิดได้บ่อยครั้งในระยะรอยต่อระหว่างช่วงแล้งกับช่วงที่ฝนตกชุก  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เม็ดตะกอนทรายแห้งหรือชุ่มน้ำมากเกินไป ส่งผลให้เม็ดดินยึดเกาะกันไม่ค่อยติด ดินจึงยึดตัวกันอย่างหลวมๆ เมื่อเจอการกระทบกระเทือนจากกระแสน้ำหลากแม้เพียงเล็กน้อยก็เสี่ยงต่อการถล่ม หากจะให้เห็นภาพ ก็ลองนึกถึงการก่อปราสาททราย หากทรายชุ่มน้ำมากเกินไป ปราสาททรายก็จะถล่มยวบลงมาแทบจะทันทีที่เราปล่อยมือ และเมื่อเราทิ้งปราสาททรายให้ตากแดดจนแห้ง ถ้ามีอะไรไปโดนนิดเดียว มันก็จะถล่มพังครืนลงมา

Related Post

ทำไมพื้นดินริมฝั่งแม่น้ำถึงเกิดดินถล่มบ่อยครั้ง ?