เมื่อพูดถึงสระว่ายน้ำ เชื่อว่าใครหลายๆ คนที่เคยเล่นน้ำคงเคยปัสสาวะลงสระว่ายน้ำแน่ๆ เหตุผลเพราะขี้เกียจลุกขึ้นจากสระไปเข้าห้องน้ำและมองว่าเป็นเรื่องปกติ ยิ่งสระว่ายน้ำบางแห่งมีคนมาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ลองนึกภาพตามสิว่าจะมีกี่ร้อยกี่พันคนที่ทำพฤติกรรมแบบนี้ แล้วคุณรู้หรือไม่ว่าในสระว่ายน้ำแต่ละแห่งนั้นมีปัสสาวะปนเปื้อนอยู่เท่าไหร่?

ล่าสุดมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอลเบอร์ตา เอ็ดมันตัน ในประเทศแคนาดา นำทีมโดย ลินด์เซย์ แบล็กสต็อก (Lindsay Blackstock) นักศึกษาปริญญาโท ได้พยายามหาคำตอบนี้ และเขียนงานวิจัยดังกล่าวลงในวารสาร American Chemical Society และ Environmental Science & Technology Letters โดยระบุว่าพวกเขาได้ทำการเก็บตัวอย่างจากสระว่ายน้ำและบ่อน้ำอุ่นสาธารณะรวม 31 แห่งที่แตกต่างกันใน 2 เมืองของประเทศแคนาดาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ มาทำการทดสอบโดยใช้วิธีวัดปริมาณสารแอซีซัลเฟมโพแทสเซียม (Acesulfame Potassium) หรือ ACE ซึ่งเป็นสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลชนิดหนึ่งที่ไม่ถูกดูดซึมโดยร่างกาย และถูกขับออกมาทั้งหมดผ่านทางปัสสาวะ 

หลังจากนำมาคำนวณหา ACE ที่เจือปนอยู่ในน้ำ พบผลลัพธ์ที่ค่อนข้างน่าตกใจว่าเฉลี่ยแล้วในสระว่ายน้ำขนาด 830,000 ลิตร (หรือประมาณ 1/3 ของสระว่ายน้ำในการแข่งขันโอลิมปิก) มีปัสสาวะผสมอยู่ถึง 75 ลิตร ส่วนสระที่มีขนาดเล็กลงมานั้นมีปัสสาวะผสมอยู่เฉลี่ยที่ประมาณ 30 ลิตร นอกจากนี้ยังพบอีกว่าในสระว่ายน้ำนั้นมี ACE เจือปนอยู่ในปริมาณมากกว่าในน้ำประปาถึง 570 เท่า นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมน้ำในสระว่ายน้ำถึงมีรสออกหวานๆ 

ในขณะที่การสำรวจจากผู้มาใช้บริการสระว่ายน้ำ พบว่าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบลุกไปเข้าห้องสุขาส่วนกลางในขณะที่กำลังอยู่ในสระ โดยมีวัยผู้ใหญ่ถึง 19% ที่ยอมรับว่าเคยปัสสาวะในสระว่ายน้ำอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ขณะที่นักว่ายน้ำระดับมืออาชีพเป็นหนึ่งในคนที่มีพฤติกรรมนี้มากที่สุด

ครั้งหนึ่งความเชื่อผิดๆ นี้ยังเคยเกิดขึ้นกับนักว่ายน้ำมืออาชีพ เมื่อ ไรอัน ลอชต์ (Ryan Lochte) นักว่ายน้ำชาวอเมริกัน เจ้าของสองเหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิกลอนดอนเกมส์ 2012 เคยพูดถึงกรณีปัสสาวะลงในสระว่ายน้ำว่าเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับได้ผมคิดว่าทุกคนก็คงเคยปัสสาวะในสระว่ายน้ำ คลอรีนฆ่าเชื้อโรคหมดแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแย่อะไร

สอดคล้องกับผลวิจัยที่ระบุเพิ่มเติมอีกว่า ที่จริงแล้วคลอรีนไม่ได้ฆ่าสิ่งที่อยู่ในปัสสาวะ แต่จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับปัสสาวะ อันจะก่อให้เกิดสารเคมีชนิดใหม่ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเรา ซึ่งจะนำไปสู่การระคายเคืองบริเวณรอบดวงตาและระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรดานักว่ายน้ำอาชีพและคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสระว่ายน้ำอย่างไลฟ์การ์ด หากมีการสัมผัสระยะยาวอาจนำมาสู่โรคหอบหืดได้

อย่างไรก็ดีกระทรวงสาธารณสุขแห่งรัฐแอลเบอร์ตาก็ได้ออกมาระบุอีกว่าจะนำผลการวิจัยชิ้นดังกล่าวมาศึกษาอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยอิงตามกฎหมายกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหน้าที่ออกกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมมาตรฐาน หากสระว่ายน้ำใดที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่สะอาดเพียงพอ ต้องถูกสั่งปิดเพื่อทำการบำบัดใหม่ก่อนจะเปิดใช้งานได้อีกครั้ง

Related Post

รู้หรือไม่ในสระว่ายน้ำมีปัสสาวะปนอยู่เท่าไหร่?