หมอกควันซุปถั่ว” (pea soup) ถือเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวลอนดอนมาหลายร้อยปีแล้ว กลุ่มควันสีดำอมเหลืองที่ดูคล้ายสีซุปถั่วนั้นปกคลุมไปทั่วเมืองตลอดเวลา 1 สัปดาห์ในเดือนธันวาคม ปี 1952 จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะเคยชิน กว่าชาวลอนดอนจะรู้ตัวว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นฝันร้าย ก็เมื่อโลงศพและดอกไม้กลายเป็นสินค้าขาดตลาดไปแล้ว

เหตุการณ์เริ่มขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม วันนั้นเกิดหมอกหนาอย่างที่ชาวลอนดอนคุ้นเคย ทว่าเมื่อค่ำลงหมอกกลับลงจัดขึ้นเรื่อยๆ จนทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลงเหลือเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น

ทุกอย่างดูแย่ลงไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่วันกี่คืนแล้วก็ตาม สีเหลืองจากกำมะถันซึ่งเป็นพิษผสมปนเปกับชั้นหมอกสีน้ำตาลคล้ำปกคลุมท้องถนนไปทั่ว ทัศนวิสัยในการมองเห็นตอนเช้าที่สนามบิน ฮีทโทรว์มีระยะเพียงแค่ 10 เมตรเท่านั้น

ผู้คนที่เดินถนนในยามค่ำแทบหาทางเดินไม่ได้ แม้ในย่านที่เดินเป็นประจำ สภาพอากาศในบางพื้นที่นั้นแย่จนผู้คนมองไม่เห็นเท้าตัวเองด้วยซ้ำ บาร์บารา ฟิวสเทอร์ ผู้ซึ่งกำลังนั่งรถผ่านกรุงลอนดอนไปกับคู่หมั้นของเธอในคืนวันอาทิตย์จนถึงเช้าวันจันทร์จำได้ขึ้นใจว่า

มันคือหมอกที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอ มันมีสีเหลืองและมีกลิ่นกำมะถันที่แรงมากค่ะ ฉันต้องลงจากรถเพื่อจะเดินนำทางให้รถของเรา เราสองคนไม่กล้าหยุดอยู่ตรงนั้นเพราะมันน่าจะอันตรายมากกว่า คุณมองไม่เห็นไฟท้ายรถคันหน้า จนกว่าจะอยู่ใกล้จนเกือบชน

ผู้คนที่ขับขี่บนท้องถนนซึ่งกำลังมุ่งสู่ตัวเมืองเผชิญกับกำแพงหมอกควันที่หนาจัด หลายคนไม่ไปต่อ รถยนต์และรถประจำทางถูกทิ้งไว้กลางถนน คนเดินเท้าต้องคลำหาเส้นทางกันวุ่นวาย

ขาดแคลนโลงศพและดอกไม้

ภายในตัวอาคารเองก็มีหมอกควันจนโรงละครและโรงภาพยนตร์ต้องปิดเพราะไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นบนเวทีและจอภาพยนตร์

ผู้ปกครองได้รับแจ้งให้งดพาบุตรหลานมาโรงเรียนเพราะเกรงเด็กๆ จะหายตัวไปท่ามกลางหมอกหนาจัด วัวจำนวนหนึ่งตายคางานแสดงสัตว์ในสมิธฟิลด์แต่ก็ยังไม่มีใครคิดว่าเหตุการณ์จะบานปลายได้อีก ชาวลอนดอนรู้เพียงแค่ว่า มีหมอกควันเกิดขึ้นทั่วทุกหนแห่ง ฝุ่นละอองสีดำเกาะอยู่ตามตึกรามบ้านช่อง ต้นไม้ และรถยนต์ บางส่วนที่ล่องลอยอยู่ในอากาศก็เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์และสะสมในเนื้อเยื่อปอดอันบอบบาง

ทั่วทุกหนทุกแห่งมีแต่ชาวลอนดอนที่กำลังไอขณะที่เดินไปตามทางซึ่งเต็มไปด้วยหมอกควัน โดยมีผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูกอยู่

หลังจากนั้นไม่นานนัก ก็เริ่มเป็นที่รู้กันในโรงพยาบาลว่า หมอกควันที่เกิดขึ้นนั้นมีสารพิษ นายแพทย์โรเบิร์ต วอลเลอร์ ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์บาร์โธโลมิวในขณะนั้นได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีในภายหลังว่า ผู้คนไม่ได้รับรู้ถึงวิกฤติการณ์ในตอนนั้นเลย จนกระทั่งพบว่าโลงศพและดอกไม้กลายเป็นสินค้าขาดตลาด ไปเสียแล้ว

ตามท้องถนนไม่มีศพให้เห็น จึงไม่มีใครรับรู้ถึงอันตราย แต่ยอดผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันนายแพทย์กล่าว ในย่านอีสต์เอนด์ซึ่งเป็นบริเวณที่มีคนยากจนอาศัยอยู่ ตัวเลขผู้เสียชีวิตพุ่งไปถึง 9 เท่าของอัตราการตายปกติ

หมอกลอนดอนช่วยชีวิตชาวจีนได้

เมื่อไม่นานมานี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ศึกษาพบว่า เพราะเหตุใดปรากฏการณ์หมอกลอนดอนในปี 1952 จึงคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก หมอกควันกลายเป็นสารพิษเมื่อซัลเฟอร์ไดออกไซด์ถูกเปลี่ยนไปเป็นซัลเฟตซึ่งก่อตัวเป็นอนุภาคขนาดเล็กลอยอยู่ในอากาศ สำหรับเหตุการณ์เมื่อปี 1952 การเปลี่ยนแปลงนี้ทวีความรุนแรงขึ้นด้วยแรงเสริมจากไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ถ่านหิน ดังนั้น ในอนาคตจะต้องมีการจำกัดปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาหมอกควันในประเทศจีนเป็นอันตรายถึงชีวิตเหมือนที่เคยเกิดกับลอนดอนมาแล้ว

800 ปี ที่ต้องสู้กับหมอกควัน

ในอดีต ประชาชนที่อาศัยในลอนดอนส่วนใหญ่ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิงในเตาผิงจนถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 12 พื้นที่ป่าที่ลดลงผนวกกับราคาไม้ที่ขยับตัวสูงขึ้น ทำให้ถ่านหินกลายมาเป็นทางเลือกใหม่สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่หลังจากนั้นก็เป็นที่ยอมรับกันว่า ถ่านหินก็มีข้อเสียที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่

ในปี 1272 ประชาชนในกรุงลอนดอนไม่พอใจกับปัญหาควันที่เกิดขึ้นจนทำให้พระเจ้าเอ็ดวาร์ดที่ 1 ต้องแก้ปัญหาด้วยการลงโทษประหารชีวิตหากมีการเผาถ่านหินเกิดขึ้น แต่มาตรการดังกล่าวกลับไม่เป็นผลและเมืองทั้งเมืองก็ยังปกคลุมไปด้วยควันอยู่ดี

ต่อมาในศตวรรษที่ 13 ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ พระเจ้าริชาร์ดที่ 2 (1377-1399) และพระเจ้าเฮนรีที่ 5 (1413-1422) ทรงใช้กฎหมายในการควบคุมมลพิษทางอากาศ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ในความเป็นจริงแล้วประชาชนที่อาศัยอยู่ในลอนดอนไม่มีทางเลือกอื่นในการสร้างความอบอุ่นนอกจากการนำถ่านหินมาเผาไฟ ในช่วงศตวรรษที่ 16 มลพิษจากกำมะถัน เป็นเหตุให้สิ่งก่อสร้างและงานศิลปะหลายชิ้นได้รับความเสียหายจนนักเขียน อย่างจอห์น เอวีลินและคนอื่นๆ ต้องบรรยายไว้ในงานเขียนของตน ในปี 1661 จอห์นได้เขียนจุลสารซึ่งนับเป็นงานเขียนชิ้นแรกที่เกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศ จุลสารซึ่งมีชื่อว่า “Fumifugium” ได้มีการพาดพิงถึงกษัตริย์และรัฐสภาและบรรยายถึงความเสียหายที่เกิดจากควันพิษซึ่งส่งผลกระทบต่อคนและสิ่งปลูกสร้าง จอห์น เอวีลินเสนอแนวทางการแก้ปัญหาไว้ในจุลสารว่า ชาวลอนดอนจะต้องเปลี่ยนมาใช้ฟืนแทนการนำถ่านหินมาเผา และโรงงานต่างๆ ก็ควรที่จะย้ายออกไปตั้งอยู่นอกตัวเมือง เขายังเสนออีกว่า ควรมีพื้นที่สีเขียว เช่น สวนสาธารณะ ในเมืองเพิ่มขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของจอห์น เอวีลินไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย ชาวลอนดอนยังคงเผาถ่านหินอย่างไม่หยุดหย่อน ยุคเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมในช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งต้องใช้เชื้อเพลิงขับเคลื่อนเป็นตัวเร่งให้ถ่านหินถูกใช้งานมากขึ้น สิ่งนี้เองที่ซ้ำเติมให้เกิดการปล่อยควันพิษที่กลายเป็นหมอกควันปกคลุมไปทั่วลอนดอน จนหมอก “ซุปถั่ว” กลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองในที่สุด

Did You Know?

คำว่า หมอกควัน หรือ SMOG เป็นการรวมกันระหว่างคำว่า “smoke” และ “fog” ซึ่งแปลว่า ควันและหมอก ตามลำดับ ผู้ที่คิดคำศัพท์นี้ขึ้นคือ นายแพทย์อ็องรี อ็องตวน เดเวอ ซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนและได้เข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศในปี 1905 และเป็นคำที่หนังสือพิมพ์เดลี่ กราฟิกใช้ในวันรุ่งขึ้น

สามารถอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาหมอกควันในลอนดอนได้แบบเต็มๆ ในคอลัมน์ CHEMISTRY เรื่อง หมอกมฤตยูทำลอนดอนเป็นอัมพาต ในนิตยสาร Science Illustrated Thailand ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2560 ค่ะ

Related Post

หมอกควัน “ซุปถั่ว” คือฝันร้ายของชาวลอนดอน