แผ่นดินไหวที่โอซากา...บอกอะไรเราได้บ้าง? - Science Illustrated Thailand

สืบเนื่องมาจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (18 มิถุนายน 2561) ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.9 แมกนิจูดในจังหวัดโอซากา และต่อมาทางกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มความรุนแรงเป็น 6.1 แมกนิจูด โดยศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึกลงไปใต้ดิน 13 กิโลเมตร

ล่าสุดมีการรายงานความเสียหายเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า พบจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 4 คน เป็นชายอายุประมาณ 80 ปี จำนวน 2 คน และหญิง 2 คน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหญิงอายุ 9 ขวบ ซึ่งถูกกำแพงโรงเรียนถล่มลงมาทับ ส่วนสถิติผู้ได้รับบาดเจ็บมีกว่า 380 คน

ทั้งนี้ ระบบสาธารณูปโภค ทั้งการประปาและการไฟฟ้า รวมถึงระบบการคมนาคมขนส่งและการสื่อสารก็ได้รับผลกระทบจากเหตุธรณีพิโรธในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาหลังจากนี้ทางกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นก็ได้ประกาศเตือนภัยให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบภัยเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เพราะอาจจะมีอาฟเตอร์ช็อกตามมา เนื่องจากมีการพยากรณ์อากาศว่าจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองและดินถล่มเกิดขึ้นหลายพื้นที่ ซึ่งคงต้องรอดูสถานการณ์กันต่อไป

ในขณะที่ประเทศไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์เช่นนี้ เพราะล่าสุด มีนักวิชาการและนักวิจัยชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ออกมาเตือนและให้ความรู้กับประชาชนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว ถึงแม้ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้จะเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นก็ตาม แต่ประเทศไทยก็ไม่ควรประมาท พร้อมเร่งตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร อีกทั้งยังได้ชี้แจงถึงสาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวและวิเคราะห์ถึงความรุนแรงของเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วย โดยชี้ว่าเกิดจากการละเลยมาตรฐานการออกแบบและก่อสร้าง ไม่เสริมเหล็กให้แข็งแรง ประกอบกับเกิดจากรอยเลื่อนอันทรงพลังที่ซ่อนตัวอยู่ และสภาพพื้นที่ที่เป็นแอ่งตะกอนขนาดใหญ่ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับแอ่งในกรุงเทพมหานคร ซึ่งปัจจัยนี้อาจทำให้คลื่นแผ่นดินไหวถูกขยายตัวได้อีกหลายเท่า

ดร.อมร พิมานมาศ เลขาธิการสภาวิศวกร และนักวิจัยชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยถึงสาเหตุการเสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวที่โอซากา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยมีผู้เคราะห์ร้ายถูกฝาผนังบ้านล้มทับจนเสียชีวิตว่า ผนังหรือกำแพงที่ก่อสร้างจากอิฐบล็อก หรือคอนกรีตบล็อก อาจก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีการเสริมเหล็กในกำแพง หรือเสริมเหล็กน้อยเกินไป จึงถือว่าเป็นจุดบกพร่องของการออกแบบและก่อสร้าง เนื่องจากอาจมองว่าไม่ใช่ส่วนของโครงสร้างที่รับน้ำหนัก ทำให้ละเลยเรื่องนี้และเกิดอันตรายขึ้น

ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านๆ มา ไม่ใช่เฉพาะส่วนของโครงสร้าง คาน หรือเสาเท่านั้นที่พังถล่มทับคนเสียชีวิต แต่โครงสร้างประเภทผนังอิฐ ทั้งอิฐบล็อก อิฐมอญ และคอนกรีตบล็อก ล้วนอาจเป็นอันตรายได้ทั้งสิ้น เนื่องจากโครงสร้างเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกั้นบริเวณเท่านั้น ไม่ได้ใช้รับน้ำหนัก จึงมักละเลยการเสริมเหล็กในกำแพง เมื่อมีแรงสั่นสะเทือนก็ทำให้ล้มลงมาทับคนจนเสียชีวิต ดังเช่นแผ่นดินไหวที่เชียงรายเมื่อปี 2557 มีกำแพงคอนกรีตบล็อกล้มทับคนจนพิการ ดังนั้น ปัญหาผนังกำแพงไม่แข็งแรงจึงเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศ แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีการป้องกันที่ดีก็ตาม ขณะนี้ทางการญี่ปุ่นน่าจะสั่งให้มีการสำรวจความแข็งแรงของผนังกำแพง และคงจะกำหนดมาตรการเสริมความแข็งแรงต่อไป

ขณะที่ ผศ. ดร.ภาสกร ปนานนท์ นักวิจัยในชุดโครงการเดียวกันจากภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าประเด็นที่น่าสนใจคือ เหตุใดแผ่นดินไหวขนาดปานกลาง จึงก่อให้เกิดความเสียหายในประเทศที่จัดได้ว่ามีความพร้อมในการรับมือแผ่นดินไหวที่ดีมากที่สุดในโลกได้ ซึ่งในมุมมองของนักวิชาการด้านแผ่นดินไหวพบว่า อันดับแรกคือ แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว ในภาพใหญ่ประเทศญี่ปุ่นเป็นบริเวณที่มีการชนกันและมีการมุดกันของแผ่นเปลือกโลก ทำให้เป็นบริเวณที่มีการสะสมพลังงานจำนวนมาก และจัดเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สำหรับแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดใกล้ๆ กับบริเวณที่พบรอยเลื่อนมีพลังมาตัดกัน 2 แนว แนวหนึ่งเป็นแนวรอยเลื่อนที่วางตัวในแนวตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกเฉียงใต้ที่ต่อเนื่องมาจากรอยเลื่อนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวโกเบ ในปี 2538 ที่สร้างความเสียหายอย่างมาก ส่วนอีกแนวเป็นกลุ่มลอยเลื่อน Uemachi ที่วางตัวในแนวเกือบเหนือใต้ ซึ่งมองไม่เห็นจากบนพื้นดิน เป็นรอยเลื่อนที่ซ่อนตัวอยู่ เนื่องจากบริเวณนี้เป็นแอ่งตะกอนขนาดใหญ่ แต่ทางการประเทศญี่ปุ่นได้สำรวจธรณีฟิสิกส์รอยเลื่อนดังกล่าวทำให้ทราบว่ามีรอยเลื่อนนี้อยู่จริง และเนื่องจากเป็นรอยเลื่อนที่มีพลัง จึงสามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้ ดังนั้นแผ่นดินไหวครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย

อันดับต่อมาแผ่นดินไหวครั้งนี้ส่งผลกระทบได้ค่อนข้างมาก จากการศึกษาของนักวิชาการประเทศญี่ปุ่นเองทำให้ทราบว่าบริเวณนี้มีลักษณะเป็นแอ่งตะกอนขนาดใหญ่ลึกมากถึง 1 กิโลเมตร คล้ายกับแอ่งกรุงเทพมหานครของไทย จึงทำให้คลื่นแผ่นดินไหวถูกขยายตัวได้อีกหลายเท่า จากข้อมูลตรวจวัดอัตราเร่งของพื้นดิน ในรัศมีประมาณ 20 กิโลเมตรจากศูนย์กลางแผ่นดินไหว พบว่าค่าอัตราเร่งของพื้นดินมีค่ามากกว่า 20% จี และมีค่ามากที่สุดกว่า 80% จี ทั้งที่การคำนวณเบื้องต้นแผ่นดินไหวครั้งนี้น่าจะมีอัตราเร่งสูงสุดประมาณ 12% จี เท่านั้น ซึ่งค่าจี (g) เป็นค่าอัตราเร่งของพื้นดิน 1 จี มีค่าเท่ากับการการตกอย่างอิสระของวัตถุ สำหรับอาคารทั่วไปที่ไม่ได้แข็งแรงมากเป็นพิเศษ ความเสียหายอาจจะเริ่มปรากฏเมื่อพื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนตั้งแต่ 10% จี ขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของอาคาร ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพื้นดินบริเวณนี้ขยายสัญญาณคลื่นแผ่นดินไหว 5-7 เท่า และแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นครั้งนี้ยังเกิดค่อนข้างตื้น ลึกจากพื้นดินเพียง 13 กิโลเมตร ทำให้การสั่นสะเทือนที่รุนแรงและเกิดความเสียหายมากขึ้น

นักวิจัยผู้รับทุน สกว. ยังกล่าวอีกว่า บทเรียนที่เราควรจะคิดถึงคือ เราทราบหรือยังว่าพื้นที่ใดของไทย โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ มีรอยเลื่อนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้หรือไม่ โดยเฉพาะรอยเลื่อนที่ซ่อนตัวอยู่ เพราะไม่สามารถตรวจพบได้นอกจากการสำรวจธรณีฟิสิกส์ที่ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง เท่าที่ทราบในประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานใดที่สำรวจรอยเลื่อนมีพลังระดับลึกด้วยวิธีการทางธรณีฟิสิกส์ เช่น การสำรวจหาน้ำมัน ดังนั้นเรายังขาดองค์ความรู้อีกมากเกี่ยวกับรอยเลื่อนขนาดใหญ่ใกล้เมือง และหากเกิดขึ้นจริงจะนำมาซึ่งความสูญเสียที่สูงมาก และอีกสิ่งหนึ่งที่แทบจะไม่ทราบเลยคือ เมืองใหญ่ของไทยที่ตั้งอยู่ในที่ราบจะได้รับผลกระทบจากชั้นตะกอนที่หนาและรูปร่างของแอ่งอย่างไร เพราะความแข็งของตะกอน ความลึกของแอ่งตะกอนและรูปร่างของแอ่งตะกอน ล้วนทำให้เกิดการขยายคลื่นแผ่นดินไหว ส่งผลให้พื้นดินสั่นแรงขึ้นและทำความเสียหายมากขึ้น เราไม่รู้แบบชัดเจนทำให้การประเมินผลกระทบจากแผ่นดินไหวทำได้ยากมาก ซึ่งจะโยงไปถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือแผ่นดินไหวของประเทศในอนาคต การศึกษาทางด้านนี้ให้ครอบคลุมทั้งประเทศจึงเป็นเรื่องที่สำคัญพอๆ กับการสำรวจรอยเลื่อนในเมืองใหญ่

ประการสุดท้ายคือ การอบรมและเตรียมความพร้อมต่อการรับมือแผ่นดินไหวของประเทศไทย ให้เอาตัวรอดได้เมื่อเกิดภัยพิบัติเป็นเรื่องสำคัญมากเท่าๆ กับการก่อสร้างหรือปรับปรุงอาคารให้สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ ซึ่งจะช่วยในการวางแผนรับมือแผ่นดินไหวและเกิดความสูญเสียน้อยที่สุด ถึงเวลาที่เราต้องเลิกคิดว่าประเทศไทยปลอดภัยจากแผ่นดินไหว เพราะจะทำให้เราตั้งตนอยู่ในความประมาท เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจะเกิดความสูญเสียอย่างมาก ดังเช่นแผ่นดินไหวที่เชียงรายเมื่อครั้งที่ผ่านมา

Credit: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Related Post

แผ่นดินไหวที่โอซากา…บอกอะไรเราได้บ้าง?