น้ำตกโลหิต (Blood Falls) เกิดขึ้นบริเวณปลายธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ (Taylor Glacier) ในหุบเขาอันแห้งแล้งแห่งแอนตาร์กติกาถูกค้นพบครั้งแรกใน ปี ค.. 1911 โดยนักธรณีวิทยาชาวออสเตรเลียชื่อ กริฟฟิธ เทย์เลอร์ (Griffith Taylor) ตอนนั้นมีการสันนิษฐานกันว่าสีแดงเลือดที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะมาจากสีของสาหร่าย แต่ภายหลังได้ข้อพิสูจน์ว่าน้ำตกสีเลือดแห่งนี้ เกิดจากเหล็กออกซิไดซ์ (Iron Oxides) รวมถึงเศษซากส่วนอื่นๆ ที่เหลือจากทะเลสาบน้ำเค็มเมื่อ 5 ล้านปีที่แล้ว ซึ่งแม้ว่าอุณหภูมิจะติดลบ แต่ด้วยความเค็มจัด จึงทำให้ทะเลสาบไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง เมื่อเหล็กออกซิไดซ์ไหลขึ้นมาสัมผัสออกซิเจนในอากาศแล้วทำปฏิกริยากัน จึงทำให้เป็นสนิมและเกิดเป็นสีแดงขึ้นมานั่นเอง

สำหรับเหล็กออกซิไดซ์นั้นเป็นสารเคมีที่ประกอบด้วยเหล็กและออกซิเจน พบได้ตามธรรมชาติในกระบวนการทางธรณีวิทยา และถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในราคาไม่แพง เช่น ผลิตเป็นเม็ดสีคงทนในสีทาเคลือบและสีคอนกรีต เป็นต้น

อย่างไรก็ดี น้ำตกสีเลือดแห่งนี้ยังแฝงไปด้วยความลึกลับ ซึ่งเหล่านักวิทยาศาสตร์จากมหาวิยาลัยฮาร์วาร์ดได้เผยว่า อีกหนึ่งสาเหตุแห่งสีเลือดนั้น เกิดจากระบบนิเวศของแบคทีเรียที่ถูกกักขังไว้นานนับล้านปี จนวงจรชีวิตถูกทำลายอย่างรุนแรง

ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อประมาณ 2 ล้านปีที่แล้ว ธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ เป็นเพียงธารน้ำเล็กๆ ให้จุลินทรีย์อยู่อาศัย และถูกกักอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็ง โดยปราศจากออกซิเจน ไม่ว่าจะเป็นแสง หรือพลังงานความร้อนใดๆ ก็ไม่อาจเข้าถึง จึงเป็นเหตุให้จุลินทรีย์ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ และจำเป็นต้องใช้ชีวิตร่วมกับแร่ธาตุที่ถูกขังอยู่ในทะเลสาบ จนเกิดเป็นวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่หลงเหลืออยู่

ความลับนี้ก็ยังคงอยู่ในทะเลสาบภายใต้ธารน้ำแข็งบางชั้นที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจถึงความสามารถในการปรับสภาพของแต่ละช่วงชีวิต ซึ่งนำไปสู่การประเมินความเป็นไปได้ของวงจรชีวิตในระบบสุริยะจักรวาลอย่างดาวอังคารหรือยูโรปา ซึ่งเป็นดาวบริวารดวงหนึ่งของดาวพฤหัสบดี

นอกจานี้นักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซายังคาดการณ์ว่า โลกเหล่านี้จะมีสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำอยู่ใต้ชั้นธารน้ำแข็ง ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของรูปแบบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต เพราะจะได้รับการปกป้องหลายชั้นจากรังสีอัลตราไวโอเลต และรังสีคอสมิกได้ดีกว่าการอาศัยอยู่บนพื้นดิน

จนล่าสุดมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอลาสกาและวิทยาลัยโคโลราโด ในสหรัฐอเมริกา ได้ติดตามเส้นทางของน้ำใต้ธารน้ำแข็งและใช้เทคโนโลยีตรวจจับด้วยเสาอากาศและจัดตำแหน่งคลื่นเสียงรอบธารน้ำแข็ง ทำให้สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใต้แบบเดียวกับค้างคาวใช้คลื่นเสียงแบบเอ็คโคโลเคชัน (Echolocation) เพื่อดูสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวมัน

ผลจากการวิจัยพบว่า ธารน้ำแข็งมีระบบน้ำของตัวเอง และที่น่าทึ่งก็คือ ทะเลสาบไม่ได้แข็งตัวแม้จะอยู่ภายในน้ำแข็งยักษ์เป็นเวลานานก็ตาม นับเป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าของการไขความลับของธรรมชาติที่จะทำให้มนุษย์รู้เท่าทันและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปของสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้

Related Post

ไขปริศนาน้ำตกโลหิต!