กีเดียน แมนเทลล์ (Gideon Mantell) คือนักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก นั่นคือการพบชิ้นส่วนไดโนเสาร์ซึ่งสูญพันธุ์จากโลกไปแล้ว ที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มานานกว่า 2 ศตวรรษ แต่กลับถูกคู่แข่งแย่งความดีความชอบไป แมนเทลล์ขุดพบซากฟอสซิลขนาดยักษ์ในเหมืองหินบริเวณมณฑลซัสเซ็กซ์ (Sussex) ในปี 1822 และทราบภายหลังว่าเป็นฟันของอีกัวโนดอน (Iguanodon คือสิ่งมีชีวิตในกลุ่มไดโนเสาร์กินพืช) ถือว่าเป็นช่วงเวลาของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ แมนเทลล์รู้ทันทีว่าสิ่งที่เขาขุดพบเป็นชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตจากยุคดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่มีใครรู้จัก

ในช่วงทศวรรษแรกๆ นักวิทยาศาสตร์ยังสับสนกับการค้นพบซากฟอสซิลไดโนเสาร์ เพราะหลายคนเชื่อว่าเศษกระดูกที่ขุดพบเป็นชิ้นส่วนของมนุษย์ยักษ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่แมนเทลล์ขุดพบเป็นเพียงชิ้นส่วนของสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ยักษ์เท่านั้น

แม้แมนเทลล์จะรู้ดีว่าเขาเป็นผู้ค้นพบความจริงที่ยิ่งใหญ่ แต่แวดวงวิทยาศาสตร์สมัยนั้นทำใจยอมรับไม่ได้กับการค้นพบที่จะนำไปสู่การสนับสนุนแนวคิดกำเนิดสปีชีย์” (The Origin of Species) ที่เผยแพร่โดยชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ในปี 1859 ซึ่งเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับวิวัฒนาการที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างความเชื่อทางศาสนาและวิทยาศาสตร์

ผู้ศรัทธาในศาสนาจึงก่อตั้งกลุ่มต่อต้านวิทยาศาสตร์ขึ้นมา สมาชิกคนหนึ่งในนั้นคือริชาร์ด โอเว่น (Richard Owen) ที่เป็นผู้ทรงอิทธิพลในกลุ่มชนชั้นสูง มีความสนิทสนมกับราชวงศ์ และให้ความช่วยเหลือในการสร้างพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ (The Natural History Museum) ในลอนดอน แต่กลับไม่เคยมีความกระตือรือร้นที่จะเป็นนักขุดหาซากฟอสซิลแม้แต่น้อย

ชายผู้นี้มีความเชื่ออย่างฝังใจและพยายามพิสูจน์ให้สาธารณชนรับรู้ว่าไดโนเสาร์เกิดจากการสรรค์สร้างของพระเจ้า เป็นอสุรกายที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา มากกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือได้ว่าบรรพบุรุษของพวกเรา และเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย โอเว่นคือผู้ที่เข้ามาทำให้การค้นพบของแมนเทลล์ดูสับสนจนการวิจัยขาดความน่าเชื่อถือ

ภายใต้การสนับสนุนจากเหล่าขุนนางและนักวิทยาศาสตร์หัวเก่า เขาใช้อิทธิพลในการระบุสิ่งที่ควรจะเป็นซากฟอสซิลว่าเป็นสัตว์ร้ายที่เกิดจากการรังสรรค์โดยหัตถ์ของพระเจ้าในขณะเดียวกันก็ตั้งชื่อให้มันว่าไดโนเสาร์และยังให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า ผู้คนในยุคนั้นเต็มใจเชื่อเรื่องสัตว์ในเทพนิยายอย่างม้ายูนิคอร์น และไดโนเสาร์ก็เข้ามาถูกจังหวะเวลาพอดิบพอดี ชาวบ้านจึงเชื่ออย่างสนิทใจว่าไดโนเสาร์เป็นเพียงสัตว์ในจินตนาการ

แต่แทนที่ความดีความชอบจะตกเป็นของผู้ค้นพบอย่างแมนเทลล์ กลับกลายเป็นโอเว่นที่ได้รับเครดิตไปเต็มๆ แมนเทลล์อยากผันตัวเองสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มั่งคั่งแต่ทำไม่ได้ กลับกลายเป็นว่าทำให้ทั้งครอบครัวจนกรอบลงไปกว่าเดิม ภรรยาผู้ทนทุกข์ทรมานของแมนเทลล์ก็หอบลูกหนีไป เขากลายเป็นคนที่ไม่เหลืออะไรเลย โอเว่นเข้าไปเยี่ยมแมนเทลล์ที่เป็นอัมพาตจากการตกม้า และนำฟันอีกัวโนดอนไปสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง 

เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามที่ว่าอภิสิทธิ์ในการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ยังคงมีอยู่ มีผู้หญิงกี่คน มีคนกี่เชื้อชาติ หรือคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชนจำนวนเท่าไร ที่ได้เข้าถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เห็นได้ชัดว่าการผลักดันให้เกิดการวิจัยภายใต้การควบคุมและความเชื่อเป็นสิ่งที่สำคัญ”

เดวิด อันวิน (David Unwin) ผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์หรือซากฟอสซิลที่มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ เห็นด้วยว่าการวิจัยในปัจจุบันหลายครั้งยังคงเกิดขึ้นจากความต้องการของกลุ่มนายทุนหรือกลุ่มอภิสิทธิ์ชน ตัวอย่างที่เห็นได้ในปัจจุบันคือ รายงานเรื่องซากฟอสซิลในประเทศจีน ที่ถือเป็นยุคทองของผู้ศึกษาซากดึกดำบรรพ์ แต่คนที่ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากฟอสซิลก็หนีไม่พ้นกลุ่มผู้มีอำนาจและกลุ่มผู้ทรงอิทธิพล ไม่แตกต่างจากยุคของโอเว่นและแมนเทลล์เลยแม้แต่น้อย

Gideon Mantell ชายผู้ค้นพบไดโนเสาร์ เรื่องจริงที่เป็นยิ่งกว่าละคร