เมื่อกล่าวถึงสาหร่าย หลายคนคงนึกถึงพืชที่อยู่ในตู้ปลา หรือพืชสีเขียวในหนองน้ำที่ไม่มีประโยชน์ แต่นักวิทยาศาสตร์ของ ExxonMobil (เอ็กซอนโมบิล) ค้นพบความลับที่น่าทึ่งของสาหร่ายจิ๋วเหล่านี้ และกำลังหาวิธีว่า น้ำมันจากสาหร่ายจะสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการขับเคลื่อนรถยนต์ เครื่องบิน ซึ่งเป็นพาหนะพื้นฐานที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในได้หรือไม่…

พลังงานพร้อมใช้ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เราเห็นประโยชน์ในการใช้สาหร่ายเป็นพลังงานชีวภาพแห่งอนาคตอย่างชัดเจน เนื่องจากสาหร่ายใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการ เจริญเติบโต จากผลการศึกษาในปี 2012 โดย ExxonMobil ร่วมกับ Synthetic Genomics, Inc. (SGI) & Massachusetts Institute of Technology (MIT) พบว่าน้ำมันดีเซลเชิงพาณิชย์ที่สกัดจากน้ำมันสาหร่ายนั้นสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้ถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอื่น และนอกเหนือไปจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่น้อยกว่าแล้ว สาหร่ายนั้นยังไม่ส่งผลกระทบต่ออาหารของโลก รวมถึงการใช้น้ำจืดด้วย เนื่องจากสาหร่ายเติบโตในน้ำเค็มเท่านั้น ต่างจากเอทานอลที่ผลิตมาจากพืชผลทางการเกษตรเช่นข้าวโพด ซึ่งต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล

ที่สำคัญมากกว่านั้นน้ำมันจากสาหร่ายอาจสามารถนำมากลั่นในโรงกลั่นน้ำมันทั่วไป ซึ่งจะให้ผลผลิตน้ำมันไม่ต่างจากเบนซิน หรือดีเซลที่จำหน่ายผ่านช่องทางสถานีบริการ ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ เป็นแรงผลักดันให้กับงานวิจัยปี 2009 ด้วยความร่วมมือระหว่าง ExxonMobil และ SGI โดยมี J. Craig Venter นักพันธุศาสตร์เป็นผู้ริเริ่มโครงการศึกษาพลังงานชีวภาพที่ Southern California ในขณะที่พลังงานสะอาด อาทิ ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ในรถบรรทุกและรถบัสได้แล้วในปัจจุบัน ส่วนพลังงานชีวภาพแห่งอนาคตจากสาหร่าย ยังคงต้องใช้เวลาพัฒนาและวิจัยอีกหลายปี จึงจะนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้

การเพิ่มปริมาณการผลิตสาหร่าย

นักวิทยาศาสตร์ต่างคิดค้น วิจัย และหาหนทางที่จะพัฒนาสายพันธุ์สาหร่าย (Super Algae Strains) ให้สามารถจับและเก็บกักพลังงานแสงอาทิตย์ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหากสาหร่ายสามารถจับพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากเท่าไร นั่นหมายถึงน้ำมันที่สาหร่ายสามารถผลิตและถูกแปรรูปจะมีปริมาณมากขึ้น “ยีนส์ของสาหร่าย (Algae Genetics) นั้นคือความท้าทายของการวิจัย” Kelsey McNeely หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ของ ExxonMobil ที่ทำการวิจัยอธิบาย “สิ่งที่ SGI พัฒนาคือเครื่องมือที่อาจช่วยให้สาหร่ายสามารถผลิตน้ำมันออกมาได้มากขึ้น” ความพยายามนี้ครอบคลุมไปถึงการพัฒนาของนักวิทยาศาสตร์ของ ExxonMobil และนักวิจัยของสถาบันอุดมศึกษามากมายในสหรัฐอเมริกา

ขยับขยายต่อยอด

อย่างที่เราทราบกันดีว่าสิ่งทดลองในห้องแล็บ ไม่สามารถผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้ทันที นักวิจัยพยายามคิดหาหนทางที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตสาหร่ายจากจานเพาะเลี้ยงหรือบ่อในโรงกลั่นซึ่งต่างก็ทราบดีว่า เป็นสิ่งที่พูดได้ง่าย แต่ทำให้สำเร็จได้ยาก ความพยายามในการเพิ่มผลผลิตของสาหร่ายนี้ ExxonMobil ได้รับความร่วมมือทางการวิจัยจากศาสตราจารย์ David Kramer มหาวิทยาลัยมิชิแกน (Michigan State University) ซึ่งเขาและทีมนักวิจัยกำลังค้นหาหลักการในการพัฒนาสายพันธุ์สาหร่ายที่สามารถกักเก็บพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทายต่างๆ ในเชิงอุตสาหกรรม “สาหร่ายหลากหลายพันธุ์สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้” ศาสตราจารย์ David Kramer กล่าว “สิ่งที่เราต้องการค้นหาคือสาหร่ายสามารถทำได้อย่างไร และยีนส์ใดที่เป็นตัวกำหนดคุณสมบัติให้สาหร่ายทำแบบนั้นได้ ด้วยองค์ความรู้นี้เอง เราก็จะสามารถสร้างสาหร่ายสายพันธุ์ใหม่ที่ให้ทั้งผลผลิตและมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายได้”

แปลจากบทความ Algae : How beneficial can it be as a biofuel of the future?

www. energyfactor.com

https://energyfactor.exxonmobil.com/science-technology/algae-comic/

Related Post

“สาหร่าย” พืชจิ๋ว พลังงานชีวภาพแห่งอนาคต