โครงการแรกคือโครงการอะพอลโล ต่อมามีกระสวยอวกาศ ตอนนี้ไม่เหลืออะไรเลย นี่เป็นครั้งแรกในเวลาครึ่งศตวรรษที่องค์การนาซาไม่มีเครื่องมือส่งคนไปอวกาศด้วยตัวเอง แต่ในปี 2017 ชาวอเมริกันจะกลับสู่อวกาศอย่างสมศักดิ์ศรี เริ่มจากยานแท็กซี่อวกาศของตัวเอง ตามด้วยยานโอไรออนไปดาวอังคาร

เช้าตรู่วันที่ 21 กรกฎาคม 2011 กระสวยอวกาศแอตแลนติสลงจอดที่ทางวิ่ง 15 ของศูนย์อวกาศเคนเนดี เป็นการปิดยุค 30 ปีอันยาวนานแห่งการส่งยานอวกาศอันตื่นตา การเดินในอวกาศอันน่าชม และการลงจอดอย่างสง่างาม องค์การนาซาได้ส่งกระสวยอวกาศสีขาว และสีดำขึ้นไปโคจรรอบโลกตั้งแต่เดือนเมษายน 1981 แต่หลังจาก 135 ภารกิจที่ใช้ยาน 5 ลำ และมนุษย์อวกาศ 350 คน ก็ถึงเวลาปลดระวางกองยานอวกาศที่ใช้ซ้ำได้ในที่สุด กระสวยอวกาศ 2 ลำ ได้แก่ ยานชาลเลนเจอร์กับยานโคลัมเบีย ระเบิดเมื่อปี 1986 และ 2003 ตามลำดับ เป็นความหายนะที่ลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด และยานที่เหลืออีก 3 ลำก็กลายเป็นของจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ หลังปฏิบัติหน้าที่มายาวนานด้วยความภักดี

ในเมื่อปลดระวางกระสวยอวกาศไปแล้ว องค์การนาซาจึงไม่สามารถส่งมนุษย์อวกาศ ได้เองเป็นครั้งแรกในหลายทศวรรษ ตั้งแต่ปี 2011 อเมริกาต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเป็นค่าที่นั่งในยานโซยุซของรัสเซีย โดยแบ่งพื้นที่อันจำกัดนี้กับมนุษย์อวกาศชาวรัสเซีย และเศรษฐีนักท่องเที่ยวอวกาศ ที่มุ่งสู่สถานีอวกาศนานาชาติ ค่าตั๋วไปกลับขณะนี้อยู่ที่ราว 70.7 ล้านเหรียญสหรัฐต่อหัว และยิ่งกว่าราคาอันแสนแพงแล้ว คือความเจ็บใจของอเมริกาที่ต้องพึ่งพาชาติอื่น โดยเฉพาะรัสเซีย แต่ตอนนี้ชาวอเมริกันค่อยหายใจได้เต็มปอด เพราะยานอวกาศรุ่นใหม่กำลังได้รับการพัฒนา และถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน องค์การนาซาจะไปอวกาศได้เองอีกครั้ง อย่างเร็วที่สุดภายในปี 2017

ขอแท็กซี่ไปสถานีอวกาศหน่อย

เมื่อเดือนกันยายน 2014 บริษัทการอวกาศ 2 บริษัท คือ โบอิงและสเปซเอกซ์ ได้รับมอบหมายให้ออกแบบยานทดแทนกระสวยอวกาศ คือแท็กซี่อวกาศนั่นเอง โบอิง ในฐานะผู้ผลิตเครื่องบิน มีส่วนร่วมคือสร้างยานครูว์สเปซ ทรานสพอร์เทชัน-100 (CST-100) ซึ่งรูปลักษณ์ ภายนอกดูคล้ายยานอะพอลโลจากทศวรรษ 1960 แต่ข้างในเรียบหรูล้ำสมัย แทนที่มนุษย์อวกาศจะต้องสาละวนกับสารพัดปุ่มและอุปกรณ์ พวกเขาจะควบคุมทุกอย่างผ่านแท็บเล็ต ยาน CST-100 มี 7 ที่นั่ง และลงสู่พื้นด้วยร่มชูชีพ เช่นเดียวกับแคปซูลอวกาศในอดีต

ดังนั้น แคปซูลของโบอิงจึงต่างจากคู่แข่ง ได้แก่แท็กซี่อวกาศของบริษัทสเปซเอกซ์ คือยานดรากอน วี 2 ซึ่งถูกออกแบบให้นำมนุษย์อวกาศ กลับโลกด้วยพลังเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว และใช้ซ้ำได้ ยานลำนี้มี 7 ที่นั่งเช่นเดียวกัน แต่นวัตกรรมของยานคือความสามารถในการลงจอด อย่างแม่นยำเหมือนเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์บนทุกพื้นผิว ไม่ว่าจะในโลกหรือดาวเคราะห์ดวงอื่น เครื่องยนต์จรวดมีไว้เพื่อชะลอตัวและลงจอด ส่วนขารับแรงกระแทกทั้งสี่ซึ่งกางออกจาก ใต้ยานจะช่วยให้ยานแตะพื้นอย่างนุ่มนวล มหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทสเปซเอกซ์ บอกว่า ค่าเดินทาง ไปกลับสถานีอวกาศนานาชาติอยู่ที่ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้น องค์การนาซาจึงจะประหยัดเงินได้ราว 50 ล้านเหรียญสหรัฐสำหรับมนุษย์อวกาศแต่ละคน เมื่อเทียบกับค่าเดินทางปัจจุบัน

จรวดที่ทรงพลังที่สุดในโลก

นาซาอาจใช้งบประมาณที่ได้เพิ่มกับโครงการใหญ่ในอนาคต ได้แก่จรวดผลักดันที่ทรงพลังที่สุดในโลก หรือระบบส่งขึ้นอวกาศ (SLS-Space Launch System) สำหรับการเดินทางอันยาวนานของมนุษย์สู่ดาวอังคาร และด้วยแคปซูลอวกาศโอไรออนขนาด 4 ที่นั่งลำใหม่ องค์การนาซาก็พร้อมจะก้าวสู่ยุคใหม่ในพื้นที่ไกลโพ้นของระบบสุริยะ การส่งจรวดขนาดยักษ์ไปดาวอังคารครั้งแรก ตามแผนจะเกิดขึ้นไม่เกินพฤศจิกายน 2018 เพื่อส่งแคปซูล โอไรออนที่ไร้มนุษย์เข้าสู่วงโคจรที่ห่างไกลจากโลก

ภารกิจดาวอังคารที่มีมนุษย์ไปด้วยยังไม่มีกำหนด แต่แผนกว้างๆ คือ ยานโอไรออนจะลงจอดบนดาวอังคารราวปี 2030 เป็นการเพิ่มเรื่องราวความสำเร็จในบันทึกเกียรติยศของนาซาอีกบทหนึ่ง

Related Post

แคปซูลแท็กซี่มาแทนกระสวยอวกาศ