การเก็บเกี่ยวความร้อนใต้พิภพจะต้องขุดเจาะบ่อลึกลงไปใต้ดินหลายร้อยเมตรบนบริเวณที่เป็นพื้นที่ภูเขาไฟ งานขุดเจาะใหญ่ๆ แบบนี้จะรบกวนชั้นหินใต้พิภพจนไปกระตุ้นให้เกิดภูเขาไฟระเบิดได้หรือไม่

พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการสร้างโรงงานพลังงานความร้อนใต้พิภพมักเป็นเขตภูเขาไฟเนื่องจากมีแม็กม่าอยู่ใกล้ชั้นพื้นผิว ทำให้สะดวกแก่การขุดเจาะ แม้ว่าจะฟังดูน่าหวาดเสียว แต่ความจริงแล้วไม่มีอะไรที่ต้องกังวลเลย

เหตุผลแรกที่เราไม่ต้องกลัว คือ วิศวกรไม่ได้เจาะลงไปในโพรงแม็กม่า พวกเขาจะคำนวณอย่างดีไม่ให้หัวเจาะเข้าใกล้แม็กม่ามากเกินไป แหล่งพลังงานหลักของโรงงานพลังงานความร้อนไม่ใช่แม็กม่าที่เป็นหินหลอมเหลวที่ร้อนจัด แต่เป็นน้ำบาดาลร้อนๆ ซี่งโดยมากมักจะอยู่ห่างจากแม็กม่าในระยะที่ปลอดภัย น้ำร้อนจากใต้ดินถูกสูบขึ้นมาที่พื้นผิวเพื่อสกัดเอาพลังงานความร้อนมาใช้งาน เช่น ส่งไปสร้างความอบอุ่นให้บ้านเรือน หรือ นำไปปั่นกังหันผลิตไฟฟ้า

เหตุผลอีกอย่างคือปริมาณพลังงานใต้พิภพโลกสูงกว่าพลังงานที่เราดึงขึ้นมาใช้มากๆ นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าใต้เปลือกโลกของเรามีพลังงานความร้อนประมาณ 47 เทระวัตต์ พลังงานนี้มาจากความร้อนภายในโลกเองและการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี เช่น ยูเรเนียม, เรเดียม, ธอเรียม, และโพแทสเซียม ในปัจจุบันโรงงานพลังงานความร้อนใต้พิภพทั่วโลกเก็บเกี่ยวพลังงานมาใช้ได้ประมาณ 0.009 เทระวัตต์เท่านั้น ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมากจนไม่ส่งผลอะไรต่อกิจกรรมทางปฐพีวิทยาของเปลือกโลก ประเทศหลายประเทศหันมาใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพมากขึ้น เช่น ไอซ์แลนด์, รัฐในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา, ฟิลิปปินส์, เม็กซิโก, และอิตาลี วิศวกรมักเลือกที่ตั้งของโรงงานพลังงานความร้อนใต้พิภพโดยดูจากการเพิ่มขึ้นอุณหภูมิของเปลือกโลกเมื่อเจาะลงไปใต้ดิน ยิ่งอุณหภูมิเพิ่มขึ้นตามระดับความลึกรวดเร็วเท่าไร ก็แสดงว่าสามารถเจาะเอาพลังงานความร้อนมาใช้ได้ง่ายเท่านั้น

บ่อพลังงานความร้อนใต้พิภพมักจะลึกประมาณหลักร้อยเมตร แต่บ่อพลังงานความร้อนที่เจาะลึกที่สุดในโลกนั้นอยู่ในประเทศไอซ์แลนด์ มีความลึก 3,640 เมตร
โรงงานพลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นสาเหตุเพิ่มความเสี่ยงภูเขาไฟระเบิดหรือไม่