6 งานวิจัยจากโครงการทุนวิจัยนิวตัน (Newton fund) ที่น่าจับตามอง - Science Illustrated Thailand

จับตามอง 6 ผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนทุน Institutional Links ภายใต้โครงการทุนวิจัยนิวตัน (Newton Fund) เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างกลุ่มนักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษาในประเทศไทย และในสหราชอาณาจักร ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยมีการใช้วิทยาศาสตร์และงานวิจัยมาช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และยกระดับงานวิจัยไทยสู่สากล

งานวิจัยทั้ง 6 หัวข้อ ได้แก่

1.กระดาษแบบพกพาเพื่อการตรวจหาสารปนเปื้อนจากอุตสาหกรรมอาหาร โดย ศ.ดร.ธีรยุทธ วิไลวัลย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนในอาหารจัดเป็นหัวข้อวิจัยที่สำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร เพราะอุตสาหกรรมอาหารถือเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย การวิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนในอาหารจึงมีความสำคัญมาก

วิธีการตรวจวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพจะนำไปสู่การลดการสูญเสียอันเนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อน และนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้กระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพจะลดปริมาณอาหารที่ไม่ปลอดภัยจากการปนเปื้อนที่ไปถึงผู้บริโภค ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายสำคัญสูงสุดในกระบวนการทั้งหมด

ในโครงการวิจัยนี้ ทางคณะผู้วิจัยได้ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาอุปกรณ์ตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนในอาหารแบบภาคสนาม ซึ่งสามารถทำได้โดยการตรึงสารเคมีที่สามารถจับกับสารปนเปื้อนในอาหารได้อย่างจำเพาะเจาะจงลงบนกระดาษที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นวัสดุที่มีราคาถูกและหาได้ง่าย จากนั้นจึงนำกระดาษดัดแปรดังกล่าวไปใช้ร่วมกับเครื่องสเปกโตรมิเตอร์แบบพกพาได้ที่ถูกพัฒนาโดยคณะผู้วิจัยจากอังกฤษ เพื่อประกอบเป็นวิธีวิเคราะห์ที่มีความเชื่อถือได้ มีความว่องไวและจำเพาะสูงในการตรวจวิเคราะห์สารปนเปื้อนจากอาหาร

หลังจากกระบวนการปรับปรุงและพัฒนาเสร็จสิ้น ทางคณะผู้วิจัยจะทดสอบวิธีการดังกล่าวกับตัวอย่างจริงที่ได้จากอุตสาหกรรมผลิตเนื้อสัตว์ เพื่อประเมินประสิทธิภาพสู่การใช้งานที่แพร่หลายมากขึ้นต่อไป

2.การพัฒนาเครือข่ายงานวิจัยด้านสุขภาพกุ้งเพื่อลดช่องว่างและเชื่อมโยงในการทำงานของภาควิชาการ ภาคนโยบาย และภาคเกษตรกร โดย ดร.กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC)

อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในแถบเอเชียหลายประเทศ จึงต้องมีการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมมีการพัฒนาอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ปัญหาการเกิดโรคระบาดของกุ้งเป็นปัญหาหลักต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมมมาโดยตลอด เมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้น ทำให้กุ้งตายอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง และเศรษฐกิจของประเทศ

ยกตัวอย่างการเกิดปัญหากุ้งตายด่วนในปี พ.ศ. 2543 ในประเทศจีนระบาดมายังประเทศมาเลเซียและเวียดนามในปีถัดมา และในปี พ.ศ. 2555 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งในประเทศไทยอย่างรุนแรง ทำให้ผลผลิตกุ้งของประเทศลดลงเหลือเพียง 40-50% ของปริมาณกุ้งที่ประเทศไทยเคยผลิตได้ในปีก่อนหน้านี้

การประสานงานในการแก้ไขปัญหากุ้งตายด่วนเป็นไปอย่างช้าๆ และไม่มีความสอดคล้องกัน ทำให้ทุกประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูง

นักวิจัยของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติร่วมกับนักวิจัยของ Cefas ในประเทศอังกฤษจึงได้นำเสนอแนวทางการพัฒนา “เครือข่ายงานวิจัยนานาชาติด้านสุขภาพกุ้ง” ที่เข้มแข็งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเกี่ยวกับงานวิจัย ให้เกษตรและอุตสาหกรรมมีการแก้ไขปัญหาโรคระบาดในกุ้งได้เร็วขึ้นทั้งในด้านการควบคุมโรคและการเฝ้าระวังโรค

โดยในโครงการนี้จะประกอบด้วยการทำงานในสองส่วนคือ 1. การสร้างเครื่องมือและองค์ความรู้เพื่อใช้ในการจัดการกับโรคระบาดในกุ้งได้อย่างทันท่วงที 2. การสร้างเครือข่ายนานาชาติในการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนและทำงานวิจัยร่วมกันในการเฝ้าระวังโรค

ภายใต้โครงการนี้จะมีการแลกเปลี่ยนนักวิจัยจากทั้งสองประเทศให้ทำงานร่วมกัน และเรียนรู้งานวิจัยที่เกิดขึ้นจากทั้งสองประเทศ สร้างพันธมิตรที่เข้มแข็ง และเกิดความเชื่อมโยงบูรณาการระหว่างภาคนโยบาย ภาคเกษตรกร/อุตสาหกรรม และภาควิชาการในการทำงาน เพื่อแก้ปัญหาโรคระบาดในกุ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.โครงการยกระดับระบบนิเวศผู้ประกอบการในประเทศไทย โดย ดร.วรรณา เต็มสิริพจน์ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

การศึกษาเรื่องระบบนิเวศผู้ประกอบการเป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะในประเทศกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ ทั้งนี้การศึกษาในเรื่องนี้ส่วนใหญ่เป็นในประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าการศึกษาระบบนิเวศผู้ประกอบการนั้นมีความสำคัญสำหรับผู้จัดทำนโยบาย เนื่องจากกระบวนการเกิดผู้ประกอบการเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ นักวิชาการจำนวนมากได้มีการศึกษาถึงปัจจัยทางด้านบุคคล ผู้ประกอบการ หรือองค์กรต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลนี้เพื่อสร้างความเข้าใจว่ากิจกรรมต่างๆทีเกี่ยวข้องนั้นได้มีส่วนในการส่งเสริมการพัฒนาผู้ประกอบการและสนับสนุนให้เกิดธุรกิจใหม่ได้อย่างไร

สำหรับนโยบายของประเทศไทยนั้น ขณะนี้การมุ่งเน้นได้เปลี่ยนจากเดิมที่เน้นผู้ประกอบการแบบดั้งเดิมขนาดกลางและขนาดเล็ก มาเป็นการมุ่งเน้นผู้ประกอบการใหม่ (Startup) และการเติบโตของการลงทุนทางด้านดิจิทัล

ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐได้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นของการจัดทำนโยบายในลักษณะเชิงบูรณาการเพื่อการส่งเสริมระบบนิเวศผู้ประกอบการในประเทศไทย ดังนั้นหลายหน่วยงานภาครัฐได้มีความพยายามในการจัดทำนโยบายแบบบูรณาการมากยิ่งขึ้น โดยมีโปรแกรมปฏิบัติการที่มีเนื้อหากว้างขวางครอบคลุม นับตั้งแต่การสร้างความตระหนักไปจนถึงการอำนวยความสะดวกทางด้านธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม ยังพบว่านโยบายแบบบูรณาการดังกล่าวนั้น ยังขาดความร่วมมือประสานงานกันในการผลักดันและส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการใหม่เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้จึงได้มีการจัดตั้ง “คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ” ขึ้นเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการเกิดวิสาหกิจเริ่มต้น หรือ startups เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ด้วยเหตุนี้การศึกษาวิจัยเรื่องระบบนิเวศผู้ประกอบการสำหรับประเทศไทย โดยจัดทำการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับใช้สนับสนุนในการจัดทำนโยบายและให้มีการนำนโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศผู้ประกอบการทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคของประเทศไทย

4.โครงการวิจัยการวางแผนเพื่อเมืองนิเวศน์ และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความพลวัตของภูมิอากาศ โดย ผศ.ดร.บุญอนันต์นทกุลจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โครงการวิจัยการวางแผนเพื่อเมืองนิเวศน์ และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความพลวัตของภูมิอากาศระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักรมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมความร่วมมือในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านความพลวัตของเมืองต่อภูมิอากาศ (Urban Climate Resilience) โดยความร่วมมือนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพนักวิจัยในประเทศไทย และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศให้กับผู้มีส่วนได้เสียในการวางแผนพัฒนาเมือง ได้แก่ หน่วยงานรัฐระดับท้องถิ่น เครือข่ายชุมชนเมือง รวมทั้งชาวชุมชนรายได้น้อยที่มีความเสี่ยง และมักได้รับผลกระทบเป็นลำดับต้น ๆ

สถาบันวิจัยนานาชาติด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (International Institute for Environment and Development – IIED) จากสหราชอาณาจักรจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ด้านพลวัตของภูมิอากาศให้กับคณะวิจัยจากคณะสถาปัตยรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Faculty of Architecture and Planning, Thammasat University – APTU) ผ่านการอบรมเรื่องการทำความเข้าใจแนวคิดหลักของความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัวได้ในสภาวะวิกฤตเกี่ยวกับงานวิจัย (Resilience) การมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนา (Inclusive) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability)

รวมถึงการสร้างวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการอธิบายผลวิจัย โดยทาง IIED และ APTU จะออกแบบและจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการโดยใช้เครื่องมือการสื่อสารที่ใช้นวัตกรรมในการออกแบบ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชน มีเป้าหมายในการทำความเข้าใจวิถีชีวิตอยู่อาศัยในปัจจุบัน และสภาพการอยู่อาศัยที่อาจได้รับผลกระทบจากพลวัตของภูมิอากาศเมือง ทางคณะวิจัยยังมีเป้าหมายที่จะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการสร้างแผนนโยบายการพัฒนาทั้งในระดับเมืองและระดับชุมชนอย่างมีส่วนร่วมที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

5.การเข้าสู่เกษตรกรรมความแม่นยำสูง โดย รศ.ดร.ปณต ถาวรังกูร จาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาควิชาเคมีมหาวิทยาลัยคีล ภาควิชาภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์โลกและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม และสถานวิจัยการวิเคราะห์สารปริมาณน้อยและไบโอเซนเซอร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการวิจัยผ่านการแลกเปลี่ยนนักวิจัยและนักศึกษาจะช่วยในการพัฒนาวิธีการที่สามารถนำไปสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน

งานวิจัยของโครงการเน้นการพัฒนาเซนเซอร์ที่สามารถตรวจวัดปริมาณสารอาหารของพืชในดิน เซนเซอร์นี้จะออกแบบให้เกษตรกรสามารถใช้งานได้ง่าย โดยพยายามใช้วัสดุที่หาได้ทั่วไปและมีราคาถูก เช่น ใช้ดินสอระบายบนกระดาษเพื่อใช้เป็นขั้วไฟฟ้าของเซนเซอร์ก่อนที่จะเคลือบด้วยชั้นของสารที่ใช้ในการตรวจวัดปริมาณสารอาหารพืชที่สนใจ โดยหวังว่าเซนเซอร์ที่ใช้งานง่ายและราคาถูกนี้จะมีส่วนช่วยในการจัดการสารเคมีที่ใช้ในการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสม นอกจากการพัฒนาเซนเซอร์จะศึกษาสารที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์ของดินโดยใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ควบคู่กับการพิจารณาลักษณะดิน การมีส่วนร่วมของนักศึกษาในโครงการนี้จะมีส่วนช่วยในการถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งเพิ่มความเข้มแข็งในการศึกษา

ความร่วมมือในงานวิจัยนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยไทยเพื่อมุ่งสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืน

6.การเคลื่อนย้ายของคนจีนรุ่นใหม่กับผลกระทบต่อภาคการเกษตรและการท่องเที่ยวในเขตภาคเหนือของไทย โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ SOAS, University of London

การหลั่งไหลของชาวจีนอพยพรุ่นใหม่เข้ามาประกอบกิจการด้านการเกษตรและธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยกำลังสร้างความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมทั้งในพื้นที่เมืองและชนบท งานวิจัยชิ้นนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์ทางสังคมศาสตร์ และวิธีการทางมานุษยวิทยาในการเก็บข้อมูลภาคสนาม (fieldwork research) การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง ประกอบกับการเก็บข้อมูลเอกสาร (document research) เพื่อมุ่งค้นหาผลกระทบสำคัญจากการเข้ามาลงทุนของนักธุรกิจชาวจีนต่อภาคการเกษตรและภาคการท่องเที่ยวในภาคเหนือทั้งในแง่บวกและลบ โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญคือ

1. การประกอบกิจการธุรกิจพืชเศรษฐกิจแบบสวนเกษตรแปลงใหญ่ อาทิ กล้วยหอมเขียวคาเวนดิช ยางพาราในจังหวัดเชียงราย และจังหวัดใกล้เคียงส่งผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นอย่างไร

2. ธุรกิจการท่องเที่ยวรายย่อยในจังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบอย่างไรต่อการเข้ามาของทุนจีนในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ ผลลัพธ์สำคัญที่โครงการมุ่งหวังคือ การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับผลกระทบอันเกิดจากการเคลื่อนย้ายของคนจีนและทุนจีนรุ่นใหม่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เอื้อให้เกิดการเข้าถึงทรัพยากรและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันในระยะยาวต่อไป

สำหรับรายละเอียดการเปิดรับสมัครโครงการวิจัย เพื่อชิงทุนมูลค่ารวม 30 ล้านบาท ผู้สมัครจะต้องเป็นนักวิจัยที่มีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการวิจัยร่วมระดับนานาชาติ และเลือกหน่วยงานสนับสนุนไทยที่ต้องการสมัครขอทุนดังต่อไปนี้

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยผู้สมัครต้องเป็นนักวิจัยในมหาวิทยาลัยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และหัวข้อวิจัยต้องแสดงถึงแผนการส่งเสริมร่วมมือที่ยั่งยืน และสนับสนุนมีส่วนร่วมกับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ ยานยนต์สมัยใหม่ (Next-generation Automotive) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) การท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology) การแปรรูปอาหาร (Food for the Future) หุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม (Robotics) การบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics)  เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) ดิจิทัล (Digital) และ การแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยผู้สมัครต้องเป็นนักวิจัยที่ไม่ดำรงตำแหน่งบริหารระดับอาวุโส คณบดีขึ้นไป และมีหัวข้อวิจัยภายใต้กลุ่มเป้าหมาย ดังนี้ Big Data การพัฒนาการศึกษาเชิงนวัตกรรม การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสังคม การปกครอง เทคโนโลยีด้านอาหาร สุขภาพ และพลังงาน

เปิดรับสมัครถึง 8 มิถุนายน 2561 นี้ ข้อมูลเพิ่มเติม HYPERLINK “http://www.britishcouncil.or.th” www.britishcouncil.or.th

Cr: บริติช เคานซิล

Related Post

6 งานวิจัยจากโครงการทุนวิจัยนิวตัน (Newton fund) ที่น่าจับตามอง