เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเวทีเสวนาธรรมศาสตร์สู่สังคมครั้งที่ 1 หัวข้อภัยร้ายฝุ่นกลางเมือง” โดยระดมนักวิชาการด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ มาร่วมถกปัญหาสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศ เพื่อหาทางออก และแนวทางการรับมือปัญหาภัยฝุ่น  อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 

ทั้งนี้ยังได้มีการเสนอมาตรการเฉพาะกิจระยะเวลา 90 วัน สำหรับช่วงกุมภาพันธ์ – เมษายนของทุกปี ด้วยการลดจำนวนแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศและลดปริมาณการระบายมลพิษอากาศจากแหล่งกำเนิด พร้อมให้คำแนะนำและข้อควรปฏิบัติสำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคและหลีกเลี่ยงการได้รับฝุ่นละอองในอากาศ

ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า วิกฤตการณ์ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เกินมาตรฐานค่าเฉลี่ยรายวัน ที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพฯ ตลอดช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี โดยจะก่อให้เกิดผลกระทบระยะสั้นต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนได้ และเมื่อเทียบจากข้อมูลสถิติปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 รายวัน ในอากาศบริเวณกรุงเทพฯ ในหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมาจนถึงปี 2561 นี้ อยู่ในระดับที่ไม่ได้สูงไปกว่าในปีก่อนๆ โดยจากสถิติข้อมูลย้อนหลังไป 7 ปี ตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัดฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ พบว่าค่าเฉลี่ยรายปีของฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มลดลงมาตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา โดยในปี 2560 ค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 26 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ลดลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายปีของ PM2.5 ของปี 2556 ที่สูงถึง 35 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นผลจากการนำน้ำมันและรถยนต์มาตรฐาน Euro 4 มาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ส่งผลให้มีการลดการระบายมลพิษ รวมทั้ง PM2.5 จากรถยนต์ทั้งรถเก่าและรถใหม่ ขณะนี้ กรมควบคุมมลพิษ กำลังพิจารณาที่จะเสนอให้นำมาตรฐานน้ำมันและรถยนต์ ระดับ Euro 5 มาใช้ในประเทศไทยในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหามลพิษทางอากาศโดยรวมในกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยลดลงได้ในอนาคต โดยได้ข้อสรุปเบื้องต้นร่วมกับภาคผู้ผลิตน้ำมันและรถยนต์แล้วถึงกำหนดระยะเวลาที่จะนำมาใช้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะคงอยู่ไปจนถึงช่วงกลางเดือนเมษายน แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมฝุ่นละอองที่กำลังดำเนินการและสภาพภูมิอากาศด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนทุกคนต่างมีส่วนในการทำให้เกิดฝุ่นละออง PM2.5 จากกิจกรรมประจำวันต่างๆ อาทิ การใช้ยานพาหนะ การเผา โดยเฉพาะการเผาในที่โล่ง การก่อสร้าง และการประกอบการอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังนั้น หากจะแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ภาคประชาชนต้องช่วยกันลดการก่อให้เกิดฝุ่นละออง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงที่มีสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้อต่อการแพร่กระจายของสารมลพิษอากาศ แต่ความรุนแรงจะลดลง หากเพิกเฉยกับประเด็นดังกล่าว และทางภาครัฐไม่มีการกำหนดมาตรการ ข้อกำหนดต่างๆ  ที่เข้มข้นในช่วงวิกฤติ สถานการณ์ฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในปีต่อๆ ไปก็อาจจะยังคงรุนแรงต่อเนื่องต่อไป

มาตรการเฉพาะกิจระยะเวลา 90 วัน สำหรับช่วงกุมภาพันธ์ – เมษายน

จากปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของข้อเสนอมาตรการเฉพาะกิจระยะเวลา 90 วัน สำหรับช่วงกุมภาพันธ์ – เมษายนของทุกปี เพิ่มเติมจากในช่วงปกติ โดยเสนอให้มีการ ลดจำนวนแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศ” ตัวอย่างเช่น 1) ขยายเขตพื้นที่การจำกัดเวลารถบรรทุกเข้าในเขตกรุงเทพมหานคร เพิ่มจากเขตรอยต่อกับจังหวัดปริมณฑลออกไปถึงวงแหวนรอบนอก 2) หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น จำกัดเวลารถบรรทุกขนาดเล็กตาม พรบ.การขนส่งทางบก หรือป้ายทะเบียนสีเขียว เข้าในเขตกรุงเทพฯ ในชั่วโมงเร่งด่วน 3) หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น จำกัดรถส่วนบุคคลเข้าในเขตกรุงเทพมหานคร ทะเบียนรถเลขคู่ในวันคู่และทะเบียนรถเลขคี่ในวันคี่ ในลำดับถัดไป และ 4) ออกประกาศจังหวัด ห้ามเผาในที่โล่งโดยเด็ดขาด 90 วัน และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

พร้อมกันนี้ต้องทำการ ลดปริมาณการระบายมลพิษอากาศจากแหล่งกำเนิด ควบคู่ไปด้วย ตัวอย่างเช่น 1) จัดการจราจรให้คล่องตัว ซึ่งจะทำให้การระบายมลพิษอากาศจากการคมนาคมขนส่งลดลง อาทิ ห้ามจอดรถริมถนนสายหลักทุกสายอย่างเด็ดขาด ตั้งแต่ 06:00 ถึง 21:00 . และจัดระเบียบการจราจรและคมนาคมขนส่งให้เป็นไปตามกฎจราจรอย่างเขัมงวด 2) ควบคุมการก่อสร้างในเขตกรุงเทพฯ ให้ดำเนินมาตรการควบคุมการเกิดและการฟุ้งกระจายของฝุ่นละออง ตามข้อกำหนดของ กทม. และให้จังหวัดปริมณฑลดำเนินการในลักษณะเดียวกัน 3) หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ให้การก่อสร้างโครงการของรัฐปรับแผนการก่อสร้างเพื่อลดกิจกรรมหรือชะลอการก่อสร้างในส่วนที่ทำให้เกิดฝุ่นละออง และ 4) หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ให้มีการเผาศพเฉพาะที่ใช้เตาเผาศพไร้ควันเท่านั้น ทั้งนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่สามารถดำเนินการได้อีกหลายมาตรการ

รศ.ดร.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านฝุ่น และผลกระทบ คณบดีวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ได้มีการกำหนดว่าฝุ่นละเอียดในบรรยากาศ เป็นฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับหรือเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) ปัจจุบัน องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของสหรัฐอเมริกา (U.S. Environmental Protection Agency, US.EPA.) ได้กำหนดมาตรฐานสำหรับ PM2.5 คือค่าเฉลี่ยรายปีเท่ากับ 15 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เท่ากับ 35 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และองค์การอนามัยโลก ได้กำหนดค่าเฉลี่ยรายปี เท่ากับ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เท่ากับ  25 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ส่วนประเทศไทยกรมควบคุมมลพิษ ได้กำหนดค่ามาตรฐานสำหรับ PM2.5 คือค่าเฉลี่ยรายปีเท่ากับ 25 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง เท่ากับ 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานของ US.EPA. และองค์การอนามัยโลก เนื่องจาก จากผลการศึกษาวิจัย พบว่าค่าประมาณของระดับความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 ในกรุงเทพฯ สูงกว่าค่าที่พบในประเทศทางตะวันตก ทำให้คาดว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐานรายปีของ PM2.5 ในระดับสูงหรือ 25 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร อยู่ในเกณฑ์ที่จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนในกรุงเทพฯ หรือเขตอื่นๆ ที่มีค่ามลภาวะทางอากาศค่อนข้างสูง

ด้าน ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อรพรรณ โพชนุกูล หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในช่วงที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็กในบรรยากาศเกินมาตรฐาน กลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ โรคหอบหืด โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ถือเป็นกลุ่มที่มีอัตราเสี่ยงก่อสถานการณ์ดังกล่าว และต้องดูแลรักษาสุขภาพเป็นพิเศษ ซึ่งปริมาณของกลุ่มผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจในเขตกรุงเทพฯ มีสูงถึงกว่า 2.3 แสนคน และมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการมีอาการ ควรปฏิบัติตาม 4 คำแนะนำ ได้แก่ 1) หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรือกิจกรรมกลางแจ้งในบริเวณทีมีฝุ่นมาก โดยเฉพาะบริเวณที่คับคั่งไปด้วยยานพาหนะและไม่มีการระบายอากาศที่ดี 2) สวมผ้าปิดจมูกหรือหน้ากากอนามัย ชนิด N95 ขณะออกจากบ้าน 3) เมื่อเกิดอาการควรใช้ยาพ่นป้องกันหอบ ยาพ่นจมูกหรือรับประทานยาแก้แพ้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรลดยาเอง ส่วนคนไข้ที่เป็นหอบหืดควรพกยาพ่นฉุกเฉินที่เป็นยาขยายหลอดลมติดตัวไว้เสมอ 4) พกน้ำตาเทียมหยอดตา หรือน้ำเกลือ สำหรับแก้อาการระคายเคืองตา

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ งานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทร.02-564-4493 หรือ www.tu.ac.th

Related Post

เสวนา “ภัยร้าย ฝุ่น กลางเมือง” 
เสนอมาตรการเฉพาะกิจป้องกันปัญหาฝุ่นละอองในอากาศระยะเวลา 90 วัน กุมภาพันธ์ – เมษายน