บริติช เคานซิล ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดงานเปิดตัว 6 งานวิจัยสนับสนุนไทยแลนด์ 4.0 ที่ได้รับทุนจากโครงการ Institutional Links ซึ่งเป็นโครงการทุนวิจัยขนาดใหญ่ภายใต้ทุน Newton Fund มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างกลุ่มนักวิชาการ หน่วยงานรัฐ ภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาในสหราชอาณาจักรและประเทศไทย เพื่อขยายงานวิจัยสู่ภาคปฏิบัติที่ตอบสนองต่อปัญหาสังคมในปัจจุบัน ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการเป็นปีที่ 3 แล้ว โดยสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในการใช้วิทยาศาสตร์และงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ต่อยอดอุตสาหกรรม พร้อมกับสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยได้ร่วมสนับสนุนงานวิจัยระหว่างไทย-อังกฤษ มูลค่า 15 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนงานวิจัยในระดับอุดมศึกษา

สำหรับผลงานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการเมื่อปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย 6 หัวข้องานวิจัย ดังนี้

1.ต่อสู้กับมะเร็งด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรา (โดย ดร.ทวีศักดิ์ เชี่ยวชาญศิลป์ อาจารย์ประจำคณะแพทย์ศาสตร์ รพ.ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล – ผู้แทน ดร.เพทาย เย็นจิตโสมนัส)

เป็นการพัฒนาและการประเมินผลการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีใหม่ เนื่องจากวิธีการรักษามะเร็งแบบเดิมๆ เช่น การผ่าตัด การรักษาด้วยเคมีบำบัด และการใช้รังสีบำบัด โดยเฉพาะวิธีรังสีบำบัดที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมากนัก เพราะการรักษาโรคมะเร็งนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องหาวิธีการรักษาที่เร่งด่วนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทางทีมวิจัยจึงได้คิดค้นและพัฒนาวิธีการปรับแต่งทางพันธุกรรมให้เซลล์ภูมิคุ้มกันสามารถฆ่ามะเร็งได้ หรือที่เรียกว่า Cellular Immunotherapy ซึ่งวิธีการศึกษาที่ทางทีมงานวิจัยกำลังพัฒนาขึ้นนี้ คือการรักษามะเร็งด้วยเซลล์ลิมโฟซัยต์ (lymphocyte) ที่เกิดจากการดัดแปลงให้มีโมเลกุลตัวรับสัญญาณแบบลูกผสม โดยนำเลือดจากผู้ป่วยมาแยกลิมโฟซัยต์ชนิด ที-เซลล์ แล้วนำมาดัดแปลงให้มีโมเลกุลรับสัญญาณแบบลูกผสม ด้วยวิธีการทางอณูชีววิทยาทำให้สามารถจดจำแอนติเจนบนผิวเซลล์มะเร็งได้ จึงสามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะ อธิบายง่าย ๆ คือเป็นเทคโนโลยีในการนำเซลล์ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยมากระตุ้นนอกร่างกาย เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีของภูมิคุ้มกันในการทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะให้มากย่ิงขึ้น จากนั้นจะฉีดกลับเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย เพื่อกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยมีความแข็งแรง และจำเพาะในการกำจัดเซลล์มะเร็ง ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาโรคมะเร็งแล้ว ยังช่วยยืดอายุของผู้ป่วยอีกด้วย

2.การผลิตไบโอดีเซลอย่างคุ้มค่าและประหยัดพลังงานจากน้ำมันพืชในประเทศไทย (โดย ดร.มาลี สันติคุณาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)

แม้ว่าประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาการนำเข้าปิโตรเลียมจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการคมนาคมขนส่ง แต่เราก็มีการผลิตน้ำมันพืชจากหลายวัตถุดิบ เช่น ปาล์ม สบู่ดำ เป็นต้น รวมถึงมีรายได้จากอุตสาหกรรมอาหารที่สามารถนำกลับมาใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตไบโอดีเซลได้ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกแทนน้ำมันดีเซลที่เป็นพลังงานสิ้นเปลืองและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในเชิงระบบเป็นจำนวนมาก ทีมวิจัยจึงทำการวิจัยเกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการในกระบวนการผลิตไบโอดีเซลโดยใช้วัตถุดิบหลากหลายชนิดที่มีในประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตไบโอดีเซลแบบเข้มข้นจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้วและจากแหล่งน้ำมันพืชต่างๆ ก่อให้เกิดกระบวนการผลิตไบโอดีเซลที่มีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำเหมาะสมกับทุกคน ด้วยการใช้เครื่องปฏิกรณ์แบบ Oscillatory baffled (OBRs) ซึ่งเป็นเทคนิคที่สามารถเร่งปฏิกิริยาเคมีระหว่างกระบวนการผลิตไบโอดีเซลโดยอาศัยการสร้างการไหลแบบออสซิลเลตภายในท่อออริฟิซภายในห้องปฏิกรณ์ ซึ่งเทคนิคของปฏิกรณ์ดังกล่าวจะทำให้มีการทำงานที่ปลอดภัย ระยะเวลาเกิดปฏิกิริยาที่สั้นลง และเกิดมลพิษจากกระบวนการผลิตน้อยลง นอกจากนี้เทคนิคดังกล่าวยังได้รับการยอมรับว่าสามารถนำไปขยายผลในการเพิ่มกำลังการผลิตได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ดังจะเห็นในปัจจุบันที่มีการนำองค์ความรู้ของงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์นี้ไปสาธิตและถ่ายทอดให้แก่ชุมชนเป็นบางส่วนแล้ว

3.บทบาทของภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดในการก่อโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีในชนบทของประเทศไทย (โดย ดร.บรรจบ ศรีภา มหาวิทยาลัยขอนแก่น)

ปัจจุบันมีการคาดการณ์ถึงผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับกว่า 10 ล้านคน และกลุ่มเสี่ยงกว่า 40 ล้านคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งสาเหตุเกิดจากการกินปลาน้ำจืดเกล็ดขาว ที่มีพยาธิตัวอ่อนในเนื้อปลาแบบสุกๆ ดิบๆ การติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับทำให้เกิดโรคตับและท่อทางเดินน้ำดีหลายชนิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งคนไทยกว่า 16,000 คนต้องเสียชีวิตเพราะโรคนี้และเป็นจำนวนที่มากที่สุดในโลก อย่างไรก็ดีการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับจะกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันทั้งแบบโดยกำเนิด (Innate immunity) และแบบจำเพาะที่เกิดขึ้นภายหลัง (Adaptive immunity) แต่ไม่สามารถกำจัดพยาธิออกไปได้ ทำให้ยังมีผู้ติดเชื้อในพื้นที่ระบาดบางแหล่งสูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้คณะผู้วิจัยจึงทำการศึกษาภูมิคุ้มกันแบบแต่กำเนิดด้านการเก็บกิน/ทำลายเชื้อโรค (phagocytosis/proteolysis) และการสร้างอนุมูลอิสระ (free radical oxygen – ROS) ของเม็ดเลือดขาวชนิดมาโครฟาจ (macrophage) และนิวโตรฟิล (neutrophil) รวมทั้งการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบกับการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับเฉพาะการเกิดผนังท่อน้ำดีหนา (advanced periductal fibrosis – APF) ที่มีโอกาสพัฒนาไปเป็นมะเร็งท่อน้ำดีขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก โดยผลจากการศึกษาพบว่ากลไกลด้านภูมิคุ้มกันแบบแต่กำเนิดทั้งการเก็บกิน/ทำลายเชื้อโรค การสร้างอนุมูลอิสระ รวมถึงการแสดงออกของโปรตีนอักเสบที่มากขึ้นจะทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงจนนำไปสู่การเกิดผนังท่อน้ำดีหนาตัวและมะเร็งท่อน้ำดีขึ้นได้ ทั้งนี้การวิจัยเป็นไปเพื่อการพยากรณ์โรคดังกล่าวในอนาคตสำหรับผู้ป่วยเท่านั้น

4.การกลายพันธุ์ของโรคทางพันธุกรรมหายากในเด็ก (โดย ดร.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

รู้หรือไม่ว่าคนไทยกว่า 5,000,000 คน ต้องป่วยเป็นโรคหายาก แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธาณสุขในปัจจุบันจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก รวมถึงมีเทคโนโลยีที่จะเข้าไปช่วยไขรหัสทางพันธุกรรมอย่างแม่นยำมากขึ้น และมีการจัดยาแบบจำเพาะบุคคล (personalized medicine) ก็ตาม แต่ก็ยังขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ชีวสารสนเทศศาสตร์ (bioinformaties) และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) จึงทำให้การวิจัยโรคหายากต่างๆ ยังถูกละเลยเนื่องจากข้อจำกัดในการวินิจฉัยโรคนั่นเอง ซึ่งโรคเหล่านี้จะเกิดมากขึ้นตั้งแต่ในวัยเด็ก อย่างไรก็ดีทางการวิจัยจะเน้นการบ่งชี้ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหายาก โดยเทคโนโลยีการตรวจหาลำดับสารพันธุกรรมด้วยเทคนิค Next Generation Sequencing (NGS) ซึ่งสามารถสร้างข้อมูลที่เป็นลำดับสารทางพันธุกรรมจำนวนมหาศาลได้ในเวลาอันสั้น แต่ก็ไม่ทันการณ์กับจำนวนข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้น ทางประเทศไทยกับสหราชอาณาจักรจึงร่วมมือกันสร้างบุคลากร โปรแกรม และฐานข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมเพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคหายากทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อนำไปสู่การรักษา ดูแล และการพยากรณ์ความเสี่ยงในรายบุคคลที่ถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ทั้งนี้ยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในภาพรวมให้มากที่สุดอีกด้วย

5. การปรับปรุงวิธีวินัจฉัยและป้องกันโรคเมลิออยโดสิส และวัณโรคในประเทศไทยและสหราชอาณาจักร (โดย ดร.กาญจนา เลิศมีมงคลชัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และดร.ธนาภัทร ปาลกะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

วัณโรคและโรคเมลิออยด์ เป็นสาเหตุอันดับ 2 และ 3 ของการเสียชีวิตจากการติดเชื้อในประเทศไทยโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ภายใต้ทุนสนับสนุนนิวตัน (Newton Fund) และ สกอ.นำนักวิจัยไทยจาก 3 มหาวิทยาลัย และนักวิจัยอังกฤษจากมหาวิทยาลัยลอนดอนและมหาวิทยาลัยเอสิเตอร์ ร่วมกันวินิจฉัยและออกแบบวัคซีนสำหรับโรคเหล่านี้ ซึ่งโครงการนี้มีทั้งหมด 3 ส่วน คือส่วนที่ 1 การศึกษากลไกลโรคเบาหวานส่งผลต่อการติดเชื้อเหล่านี้ ซึ่งจะช่วยตรวจหาสาเหตุและการจัดการโรคเบาหวานในประชากรไทย นำไปสู่กลยุทธ์ใหม่สำหรับการปรับปรุงความสามารถด้านภูมิคุ้มกันในกลุ่มประชากรนี้ ส่วนที่ 2 เกี่ยวกับการวินิจฉัยโรคเมลิออยด์ ที่มีความต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาและห้องปฏิบัติการระดับสูง โดยเฉพาะกับประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางที่จำเป็นต้องใช้ ดังนั้นการพัฒนาชุดทดสอบปฏิบัติการแบบรวดเร็ว จึงเป็นส่วนสำคัญของการวินิจฉัยโรคเมลิออยด์ ในกรณีที่สงสัยและสามารถให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องเพื่อลดการเสียชีวิต และในส่วนที่ 3 เป็นการพัฒนาวัคซีนต่อเชื้อวัณโรคให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการหาวัคซีนดังกล่าวมาจากการใช้นาโนเทคโนโลยี เพื่อลดจำนวนของผู้ป่วยวัณโรคปอดในผู้ใหญ่ และช่วยลดการเกิดโรคในชุมชน จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และลดภาระทางเศรษฐกิจในการรักษาผู้ป่วย โดยการทำให้ประชากรมีสุขภาพดีก่อนนั่นเอง

6.ยกระดับเศรษฐกิจไทยด้วยการเพิ่มมูลค่าข้าวที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ (โดย ดร.ปาริฉัตร หงสประภาส จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจากการปฎิรูปการเกษตรและการปฎิรูปที่ดิน ทำให้เกิดผลกระทบในอุตสาหกรรมข้าว โครงการนี้จึงมีเป้าหมายหลัก คือการพัฒนาและหาวิธีการเพิ่มมูลค่าข้าว รวมถึงช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมข้าวไทยมีการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มต่างๆ ให้แก่ห่วงโซ่คุณค่าของข้าวนอกเหนือจากการบริโภค เช่น อำนาจการต่อรองของเกษตรกรกับโรงสี การเข้าถึงเทคโนโลยีของเกษตรกรและผู้ประกอบการทั้งในสองภาคส่วน ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ด้านสุขภาพ โดยสุ่มข้าวจาก 3 สายพันธุ์คือ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ข้าวไรซ์เบอรีที่พัฒนาพันธุ์และปลูกโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และข้าว กข 49 ของกรมการข้าว เป็นตัวแทนข้าวที่มีแอมิโลส และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (วิตามินอี แกมมาออไรซานอล โปรตีน ใยอาหาร และสารประกอบพอลิฟีนอล) จลนพลศาสตร์การย่อยและการปลดปล่อยน้ำตาลกลูโคสแตกต่างกัน พบว่าองค์ประกอบส่วนที่ไม่ใช่สตาร์ช กระบวนการสีข้าว กระบวนการทำข้าวนึ่ง และการขัดขาวที่แตกต่างกันนำไปสู่ประโยชน์ด้านสุขภาพของข้าวแตกต่างกันเมื่อนำข้าวมาหุงสุก แม้จะเป็นข้าวสายพันธุ์เดียวกันก็ตาม ดังนั้นนอกจากงานวิจัยนี้จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีอยู่เดิมในตลาดแล้ว ยังมีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมข้าวไทยอีกด้วย

อย่างไรก็ดี เพื่อผลักดันงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อสังคมและเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ใครที่สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.britishcouncil.or.th

Related Post

6 งานวิจัยสุดเจ๋ง! เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0
Tagged on:

//////////////////////////////////////////////////